ข่าว

6วิกฤติของโลก

6วิกฤติของโลก

25 เม.ย. 2554

ผมเขียนต้นฉบับคอลัมน์นี้ในวันคุ้มครองโลก (Earth Day)... โลกซึ่งกำลังอยู่ในขั้นวิกฤติ ขณะที่คนส่วนใหญ่เป็นห่วงภาวะวิกฤติเศรษฐกิจซึ่งส่งผลกระทบไปทั่วโลกนั้น พวกเขาอาจจะลืมนึกถึงวิกฤติอื่นๆ ที่น่าวิตกกังวลกว่า

และมีอันตรายต่อโลกและมนุษยชาติยิ่งกว่า วิกฤติโลกดังกล่าวนั้น นักวิชาการสรุปไว้ 6 ประการด้วยกัน ได้แก่ วิกฤติด้านประชากร วิกฤติด้านอาหาร วิกฤติด้านพลังงาน วิกฤติด้านน้ำ วิกฤติด้านภูมิอากาศ และวิกฤติด้านสิ่งแวดล้อม

 มีการคำนวณว่าโลกของเรานั้นสามารถรองรับประชากรได้ในจำนวน 4,000 ล้านคน แต่เวลานี้เรามีพลโลกถึง 6,000 ล้านคน และกำลังก้าวไปสู่ 9,000 ล้านคน ในอีกไม่นานเกินรอ ลองคิดดูคร่าวๆ ว่า เมื่อเรามีพื้นที่และทรัพยากรอันจำกัด แต่มีคนล้นโลก อะไรจะเกิดขึ้นต่อไป? ซึ่งเรื่องนี้เป็นปัญหาที่ค่อนข้างซับซ้อน เพราะความเจริญทางวิทยาศาสตร์และทางการแพทย์ในช่วงระยะเวลา 100 ปีที่ผ่านมา ที่ช่วยให้มนุษย์รอดจากการเสียชีวิตในวัยเด็ก รู้จักการป้องกันและรักษาโรคภัยไข้เจ็บ มีสุขอนามัยที่ดีขึ้น และมีอายุยืนยาวกว่าเดิม ได้กลายเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดวิกฤติการณ์ด้านประชากรในเวลานี้

 ปัญหาที่สืบเนื่องโดยตรงจากจำนวนประชากรโลก ก็คือ เรื่องอาหาร ซึ่งจะเลี้ยงดูมวลมนุษย์ ขณะที่การเพิ่มจำนวนของประชากรในประเทศต่างๆ ทำให้พื้นที่ในการเพาะปลูกลดน้อยลง เพราะถูกใช้ไปในการขยายพื้นที่อยู่อาศัย สมมติว่าประเทศหนึ่งเคยมีพื้นที่เพาะปลูก ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ เมื่อมีประชากร 10 ล้านคน พื้นที่เพาะปลูกดังกล่าวก็อาจจะเหลือเพียง 30 เปอร์เซ็นต์ หากประชากรเพิ่มขึ้นเป็น 20-25 ล้านคนเมื่อไหร่ นั่นหมายความว่าพืชพันธุ์ธัญญาหารย่อมจะขาดแคลนหรือมีราคาสูงขึ้น และวิกฤติการณ์ด้านอาหารเป็นปัญหาใหญ่ที่หลายๆ ประเทศในทวีปแอฟริกาและเอเชียประสบอยู่ รวมทั้งมีโอกาสที่จะแผ่ขยายออกไป เมื่อนำไปรวมกับวิกฤติด้านอื่น เช่นวิกฤติด้านน้ำ และภูมิอากาศ

 วิกฤติที่เกิดจากความเจริญของมนุษย์ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง ได้แก่ วิกฤติด้านพลังงาน กล่าวเฉพาะเรื่องยานยนต์ นับตั้งแต่คาร์ล เบนซ์ ผลิตรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงคันแรกของโลก ในปี ค.ศ.1886 ปัจจุบันทั่วโลกมีรถยนต์กว่า 800 ล้านคัน และใช้นำมันเชื้อเพลิงกว่า 2.6 ล้านแกลลอนต่อปี ขณะที่ปริมาณน้ำมันดิบสำรองของโลกอยู่ที่ระดับ 1,300 ล้านบาร์เรล (1 บาร์เรลเท่ากับ 36 แกลลอน (อังกฤษ) หรือ 42 แกลลอน (สหรัฐ)) โดยคาดว่าอีกประมาณ 40 ปีข้างหน้า น้ำมันในโลกอาจจะถึงหยดสุดท้าย พลังงานที่มีความสำคัญต่อชีวิตประจำวันของมนุษย์ยิ่งไปกว่านั้นก็คือไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันมีแหล่งกำเนิดส่วนใหญ่จากกระแสน้ำ ถ่านหิน น้ำมัน รวมทั้งพลังงานปรมาณู ซึ่งหลังจากเกิดเหตุการณ์โรงงานไฟฟ้าปรมาณูระเบิดที่เชอร์โนบิล และล่าสุดที่ญี่ปุ่นก็ทำให้เกิดกระแสต่อต้านโรงไฟฟ้าประเภทนี้มากขึ้น แต่ในเวลาเดียวกันพลังงานประเภทอื่น เช่นกระแสน้ำจากเขื่อนกั้นน้ำ หรือถ่านหิน ก็ไม่ได้รับการยอมรับจากหลายฝ่าย ซึ่งจะทำให้วิกฤติด้านพลังงานรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

 วิกฤติที่อยู่ใกล้ตัวเรามากที่สุดอีกอย่างหนึ่งคือ วิกฤติด้านน้ำ หรือการขาดแคลนน้ำที่ใช้ในการบริโภคอุโปโภค ทำการเกษตร เลี้ยงสัตว์และใช้ในอุตสาหกรรม ซึ่งในหลายๆ พื้นที่ของประเทศไทยเองก็กำลังเผชิญกับภัยแล้ง และน้ำในแหล่งน้ำเหือดแห้งหรือมีปริมาณลดต่ำลง โดยเฉพาะในแม่น้ำสายสำคัญ อย่าง โขง ชี มูล ซึ่งวิกฤติด้านน้ำอาจนำไปสู่ความขัดแย้งของประเทศที่ใช้ลำน้ำร่วมกันได้โดยง่าย

 วิกฤติที่ได้ยินได้ฟังกันเป็นประจำในช่วงไม่กี่ปีมานี้ คือ วิกฤติด้านความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ ไม่ว่าจะเป็นอากาศที่ร้อนขึ้น หนาวลง หิมะตก ลมพายุ ความแห้งแล้ง หรือน้ำท่วม อันเป็นผลมาจากบาดแผลของโลกที่ถูกทำร้ายด้วยน้ำมือของมนุษย์ โดยเฉพาะการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงงานอุตสาหกรรม รถยนต์ และการเผาผลาญน้ำมันด้วยวิธีต่างๆ ทำให้ระดับคาร์บอนไดออกไซด์ของโลกในปัจจุบันสูงสุดในรอบ 6 แสนปี ซึ่งกระทบต่อชั้นบรรยากาศ จนเกิดสภาวะเรือนกระจกขึ้น

 สุดท้ายคือ วิกฤติด้านสิ่งแวดล้อม มนุษย์ใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสิ้นเปลือง และไม่คุ้มค่า จนป่าไม้ แร่ธาตุ แม่น้ำลำคลอง ท้องทะเล รวมทั้งพืชพันธุ์และสัตว์นานาชนิดจำนวนมากต้องหมดสิ้นหรือสูญพันธุ์ไปจากโลก ในทางตรงกันข้ามก็มีขยะจำนวนมหาศาลเกิดขึ้น ซึ่งทำให้ระบบนิเวศ และความสมดุลของโลกสูญเสียไปด้วย

 ครับ ทั้งหมดนี้คือวิกฤติของโลก โลกที่เราอยู่ โลกที่ถูกเราทำลายลงไปทุกวัน...และโลกที่ต้องการความรักและการดูแลจากเรา