
โฆษกกองทัพภาคที่ 2โต้เขมรอ้างไทยยิงแก๊สพิษ
โฆษกกองทัพภาคที่ 2 โต้เขมรอ้างไทยยิงแก๊สพิษ ระบุ...เป็นแค่กระสุนควันธรรมดา ยิงเตือนก่อนเท่านั้น
วันที่ 24 เม.ย.2554 พ.อ.ประวิทย์ หูแก้ว โฆษกกองทัพภาคที่ 2 กล่าวถึงสถานการณ์การสู้รบระหว่างทหารไทยและกัมพูชาว่า สถานการณ์ตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 24 เม.ย.2554 ตั้งแต่เวลา 09.50 น. มีรายงานการปะทะกันระหว่างทหารทั้ง 2 ฝ่ายเป็นระยะๆ โดยการปะทะในวันนี้เริ่มต้นขึ้นที่ปราสาทตาเมือน จ.สุรินทร์ และยังคงมีการจำกัดขอบเขตการปะทะอยู่ในบริเวณนี้ไม่มีการขยายไปยังปราสาทตาควายที่อยู่ใกล้เคียง ซึ่งยินยันว่าทางกองทัพภาคที่ 2 พยายามที่จะจำกัดพื้นที่การปะทะไม่ให้มีการขยายวงกว้างออกไปจากนี้
ส่วนกรณีที่ทางกระทรวงกลาโหมของกัมพูชาออกมากล่าวอ้างว่าทหารไทยให้ก๊าซพิษยิงใส่ฝ่ายกัมพูชานั้น พ.อ.ประวิทย์ฯ กล่าวว่า ไม่ทราบฝ่ายกัมพูชาว่ามีเจตนาอย่างไร อาจจะเป็นการพูดเพื่อให้ทหารไทยเสียหาย หรืออาจจะเป็นเพียงแค่การเข้าใจผิด ซึ่งขอชี้แจงว่า กองทัพบกของไทย ไม่มีอาวุธที่เป็นก๊าซพิษหรือจำพวกสารเคมี หรือทางฝ่ายกัมพูชาไม่มีเจตนาให้ร้ายประเทศไทยซึ่งอาจจะเกิดจากความเข้าใจผิด เนื่องจากว่า เมื่อทางฝ่ายกัมพูชาได้ยิงปืนใหญ่เข้ามา ก่อนที่ทางทหารไทยลจะใช้กระสุนปืนใหญ่จริงยิงตอบโต้ ทางทหารจะใช้กระสุนควันยิงเตือนออกไปก่อนอย่างน้อย 2 - 3 ลูก เพื่อให้ทางฝ่ายกัมพูชาทราบว่าได้ยิงปืนใหญ่เข้ามาในพื้นที่ของประเทศไทย และขอให้กัมพูชาหยุดยิงทันที ซึ่งถือเป็นสัญญาณทางทหารของฝ่ายไทยและกัมพูชาที่มีการตกลงกันอยู่แล้ว การสู้รบระหว่างกลุ่มต่างๆจากประเทศเพื่อนบ้านแล้วมีกระสุนตกข้ามมายังฝั่งไทย ทหารก็จะยิงกระสุนควันเตือนให้ประเทศนั้นๆทราบก่อน เพื่อให้รู้ว่ากำลังทำให้ประเทศไทยเกิดความเสียหายและให้หยุดหรือระวังการกระทำนั้น ไม่เช่นนั้นฝ่ายไทยจำเป็นที่จะต้องตอบโต้อย่างสมเหตุสมผล ซึ่งถือเป็นหลักการปฏิบัติของทหารไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งกระสุนควันนี้ไม่ได้ทำให้เกิดอันตรายใดๆแก่ผู้ที่ได้รับเอาควันเข้าไป เพราะเป็นเพียงกระสุนควันธรรมดาที่อาจจะทำให้เกิดอาการแสบตาเล็กน้อยเท่านั้น
ส่วนการประเมินการสู้รบระหว่างไทยและกัมพูชาจนถึงขณะนี้ หากเทียบสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อวันที่ 22 เม.ย.2554 ที่ผ่านมากับเหตุการณ์ในวันนี้( 24 เม.ย.2554 ) ถือว่าวันนี้มีความรุนแรงน้อยกว่าทุกวันที่ผ่านมา แต่ยอมรับว่าสถานการณ์การปะทะกันในพื้นที่ดังกล่าวยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องในลักษณะประปราย แต่ไม่รุนแรงเท่าที่ผ่านๆมา
ส่วนการเจรจาเพื่อให้หยุดยิงระหว่างทหารฝ่ายไทยและกัมพูชานั้น พ.อ.ประวิทย์ฯ กล่าวว่า การเจรจาของทั้ง 2 ฝ่ายได้มีการพูดคุยกันอยู่ตลอดเวลา โดยเมื่อเหตุการณ์เป็นปกติทหารทั้ง 2 ฝ่ายก็มีการพัฒนาความสัมพันธ์ไปมาหาสู่กันมาโดยตลอด รวมถึงเมื่อเกิดเหตุการณ์ปะทะอย่างวันนี้ผู้บังคับบัญชาทหารในทุกระดับของทั้ง 2 ฝ่าย ก็มีการพูดคุยกันซึ่งอาจจะทำได้ด้วยวิธีการโทรศัพท์ติดต่อกันเป็นหลักอยู่ตลอดเวลา ซึ่งในเรื่องนี้ตามนโยบายของผู้บัญชาการทหารบกแล้ว ได้เน้นย้ำว่าไม่ต้องการให้การปะทะหรือแนวปะทะขยายวงกว้างออกไป และให้จำกัดอยู่ในวงแคบที่สุดเท่าที่จะทำได้ เนื่องจากจะทำให้พี่น้องประชาชนของทั้ง 2 ประเทศได้รับความเดือดร้อน เกิดความสูญเสียด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งผู้บังคับบัญชาทหารในทุกระดับก็ไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์ความสูญเสียขึ้นจึงมีการประสานงานพูดคุยถึงเรื่องนี้กันในทุกระดับ ส่วนในเรื่องของการเสริมกำลังนั้น พ.อ.ประวิทย์ฯ กล่าวว่า ยืนยันว่าทางกองทัพภาคที่ 2 มีความมั่นใจว่าเรายังสามารถปกป้องอธิปไตยของประเทศได้อย่างแน่นอน
พ.อ.ประวิทย์ฯ กล่าวว่า ทางทหารอยากขอความร่วมมือกับสื่อมวลชนรวมถึงทุกภาคส่วนว่าทางฝ่ายทหารไม่อยากให้มีการนำประเด็นความสูญเสียมาเป็นประเด็นหลักในการนำเสนอข่าว เพราะอาจจะส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของประชาชนและทหารของทั้ง 2 ประเทศ จนอาจจะทำให้สถานการณ์ยิ่งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น เพราะอาจจะทำให้ประชาชนรวมถึงทหารทั้ง 2 ฝ่ายเกิดความไม่พอใจระหว่างกันขึ้นได้ จนอาจจะเกิดปฏิกิริยาที่เรียกว่าเอาคืนขึ้นมาได้ จึงอยากให้ทุกฝ่ายมองข้ามประเด็นนี้ไปเสีย แต่ยืนยันว่าในเรื่องของความสูญเสียที่เกิดขึ้นทั้งฝ่ายทหารเองทางกองทัพยืนยันว่าจะดูแลตามระเบียบเต็มที่ ส่วนประชาชนที่ได้รับผลกระทบทางทหารก็จะเข้าไปดูแลจัดเตรียมสถานที่อพยพและดูแลความปลอดภัยอย่างเต็มที่รวมถึงชีวิตความเป็นอยู่ทุกอย่างร่วมกับทุกภาคส่วน รวมถึงการชี้แจงข้อเท็จจริงทุกอย่างด้วย ซึ่งศูนย์อพยพต่างๆอยู่ห่างจากพื้นที่ปะทะอย่างน้อย 30 กิโลเมตร ดังนั้นประชาชนวางใจได้ว่าจะได้รับความปลอดภัยภายในศูนย์อพยพอย่างแน่นอน ส่วนความสูญเสียในทรัพย์สินของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบนั้นขณะนี้ทางกองทัพภาคที่ 2 กำลังอยู่ในระหว่างทำการสำรวจ
ส่วนการที่ทางโฆษกกองทัพบกออกมาระบุว่า ทหารกัมพูชาใช้โล่มนุษย์เป็นที่กำบังเพื่อทำให้ทหารไทยทำงานได้ยากขึ้นนั้น ทางฝ่ายทหารไทยมีความพยายามที่จะจำกัดขอบเขตการปะทะเพื่อไม่ให้หลุดลอดไปสร้างความเสียหายให้กับพี่น้องประชาชนของฝ่ายกัมพูชาอย่างเต็มที่ แต่ฝ่ายทหารกัมพูชาอาจจะนำครอบครัวเข้ามาอยู่กับที่ตั้งหน่วยทหาร ซึ่งอาจจะทำให้ทหารไทยทำงานได้ลำบากมากขึ้น โดยในส่วนนี้ทุกครั้งที่ฝ่ายไทยจะดำเนินการยิงตอบโต้ก็จะทำการสำรวจตรวจสอบก่อนทุกครั้งเพื่อไม่ให้พลเรือนของฝ่ายกัมพูชาได้รับอันตราย
กัมพูชาสรุปปะทะ2วันทหารตาย21เจ็บ39รถถังพัง3คัน
รายงานข่าวจากฝั่งกัมพูชา เปิดเผยว่า จากการสู้รบกันระหว่างไทย-กัมพูชา 2 วัน มียอดสูญเสียเมื่อวันที่ 23 เม.ย. ได้แก่ทหารกัมพูชาเสียชีวิต 13 นาย บาดเจ็บ 24 คน รถถังเสียหาย 3 คัน ขณะที่วันนี้หลังจากที่ พลโทฮุน มาเน็ต รอง ผบ.ทบ.กัมพูชา บุตรชายของสมเด็จฯฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้นำกำลังเพื่อที่จะยึดปราสาทตาเมือนธม แต่ถูกทหารไทยสามารถควบคุมไม่ให้ทหารกัมพูชาลุกล้ำเข้ามาได้ ส่งผลให้ยอดทหารกัมพูชา เสียชีวิต 8 นาย บาดเจ็บ 15 นาย



