
กมม.เสียงข้างมากงดส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง
มติท้วมห้องประชุมกมม.เสียงข้างมากงดส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง ยึดแนวทางร่วมรณรงค์โหวตโนกับพันธมิตรฯ เพื่อปฏิรูปการเมืองรอบใหม่ ยะใสแย้มไขก๊อกพ้นเลขาธิการพรรคฯรับผิดชอบความขัดแย้งภายในพรรค
(24เม.ย.) การจัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2554 ของพรรคการเมืองใหม่ โดยนายสมศักดิ์ โกศัยสุข หัวหน้าพรรค นายสำราญ รอดเพชร รองหัวหน้าและโฆษกพรรค นายสุริยะใส กตะศิลาเลขาธิการพรรคฯ พร้อมด้วยกรรมการบริหารพรรคในสาขาพรรคทุกจังหวัดและสมาชิกพรรคเข้าร่วมประชุมพรรคอย่างคับคั่งในครั้งนี้ โดยตลอดทั้งวันบรรยากาศการประชุมเป็นไปอย่างตรึงเครียด เนื่องจากมีการถกเถียงถึงจุดยืนของการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นเร็วๆนี้ โดยเสียงของสมาชิกพรรคได้ออกเป็นสองส่วน โดยต้องการให้โหวตโน และส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง ซึ่งได้มีการแสดงความคิดเห็นตอบโต้กันอย่างดุเดือดตลอดการประชุม ทำให้การประชุมเกิดความโกลาหล โดยสมาชิกพรรคบางส่วนที่ต้องการให้โหวตโน ได้ประท้วงและเดินออกจากห้องประชุม จนทำให้นายสมศักดิ์ ต้องตะโกนผ่านไมค์โครโฟน เพื่อให้กลับเข้าห้องมาลงมติถึงแนวทางพรรคให้ได้ ในที่สุดสามารถประชุมจบลงในเวลา 13.00 น.
ภายหลังการประชุม นายสมศักดิ์ ได้แถลงข่าวกับสื่อมวลชนว่า ในการประชุมวันนี้สมาชิกพรรคมีเสียงส่วนใหญ่ไม่ต้องการให้พรรคการเมืองใหม่ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง ถือว่า เป็นจุดยืนของพรรคเบื้องต้น แต่ตาม พ.ร.บ.พรรคการเมือง จำเป็นต้องนำความเห็นของสมาชิกเข้าสู่การหารือของกรรมการบริหารพรรคเพื่อออกมาเป็นมติอีกครั้ง คาดว่า จะมีความชัดเจนภายใน 7 วัน ก่อนรายงานให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทราบอีกครั้ง อย่างไรก็ตามไม่ว่า มติจะออกมาอย่างไรก็ไม่มีผลต่อความเป็นพรรคการเมือง แม้ว่าไม่ส่งผู้สมัครพรรคการเมืองใหม่ย่อมสามารถดำเนินการในฐานะพรรคการเมืองต่อไปได้
“พ.ร.บ.พรรคการเมือง ได้กำหนดให้พรรคการเมืองทุกพรรคยังคงดำรงความเป็นพรรคไว้อยู่ภายใน 8 ปี แม้จะไม่ส่งผู้สมัครก็ตาม แต่ต้องมีการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองตามกฎหมาย มีเพียงการไม่ได้รับเงินสนับสนุนพรรคการเมืองจากกกต.เท่านั้น” หัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ กล่าว
ด้าน นายสุริยะใส กล่าวว่า ความเห็นของสมาชิกพรรคส่วนใหญ่ไม่ต้องการที่จะให้ส่งผู้สมัคร และต้องการให้พรรคการเมืองใหม่ไปร่วมรณรงค์ให้ประชาชนกาในช่องไม่ประสงค์ลงคะแนนการเลือกตั้ง หรือโหวตโนกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพื่อให้กระแสโหวตโนมีพลังที่สามารถนำไปสู่การปฏิรูปการเมืองในรอบใหม่ของประเทศไทยได้ เนื่องจากไม่ต้องการให้พรรคไปร่วมสังฆกรรมในการเลือกตั้งครั้งนี้ เพราะจะเป็นการเลือกตั้งที่ไม่เกิดประโยชน์กับประเทศไทย ซึ่งการเมืองไทยที่ต้องวนเวียนจมปลักอยู่กับนักการเมืองในระบบเก่า ที่เป็นแนวทางที่ตรงกับวัตถุประสงค์ในการก่อตั้งพรรคการเมืองใหม่ ซึ่งต้องการนำพาให้การเมืองของไทยหลุดพ้นจากวงจรทุจริตโกงกินซ้ำซากไปให้ได้ ยืนยันว่าไม่ได้เป็นการชี้นำจากแกนนำพันธมิตรฯแต่อย่างไร เป็นการตัดสินใจของสมาชิกพรรคอย่างแท้จริงที่ต้องการให้การเมืองไทยเดินไปในทางที่ถูกต้องและโปร่งใส
“ผมมั่นใจว่า หากเราทำให้เกิดความตื่นตัวจนกลายเป็นกระแสสังคมในการโหวตโน จะเกิดเป็นพลังที่สำคัญและพรรคการเมืองใหม่จะมีความเข้มแข็งขึ้นกว่าที่ผ่านมา เพราะหากพันธมิตรฯไปทางหนึ่ง และพรรคการเมืองใหม่ไปอีกทาง จะเป็นการเสริมให้อีกฝ่ายแข็งแกร่งมากขึ้น ไม่เป็นผลดีต่อระบอบประชาธิปไตยอันดีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” นายสุริยะใส ระบุ
นายสุริยะใส กล่าวต่อว่า นอกจากนั้นพรรคการเมืองใหม่และพันธมิตรฯถึงเวลาที่ต้องจัดระดับความสัมพันธ์ระหว่างกันใหม่ในทุกด้าน เพราะเมื่อเดินมาถึงจุดนี้ต้องทบทวนข้อบกพร่องที่ผ่านมา และจุดอ่อนของทั้ง 2 ส่วน รวมทั้งที่สำคัญปฏิเสธไม่ได้ว่าพรรคการเมืองใหม่เกิดมาจากพันธมิตรฯ หากใครละทิ้งประวัติศาสตร์ตรงนี้ และไม่พอใจแนวทางของพรรค ก็ควรออกไปตั้งพรรคใหม่ เพราะคงอยู่พรรคนี้ลำบาก พันธมิตรฯและพรรคการเมืองใหม่จะต้องเดินไปด้วยกันด้วยความเป็นเอกภาพให้มากขึ้นกว่าที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามการเกิดความขัดแย้งครั้งนี้ จนไม่สามารถส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งได้ ตนเห็นว่ากรรมการบริหารพรรคควรแสดงความรับผิดชอบ ซึ่งในการประชุมพรรคภายในสัปดาห์นี้ โดยส่วนตนจะมีการแสดงจุดยืนทางการเมือง เพื่อรับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้น ในฐานะที่เป็นผู้ประสานงานพันธมิตรฯ ซึ่งอยู่ตรงกลาง แต่ไม่สามารถประสานระหว่าง 2 กลุ่มได้
รายงานข่าวแจ้งว่า ที่ผ่านมาภายหลังจากกลุ่มพันธมิตรฯยกระดับการชุมนุมสู่การรณรงค์โหวตโนนั้น นายสุริยะใสได้ปรารภกับคนใกล้ชิดว่า หากไม่สามารถหาจุดร่วมกันของทั้งพันธมิตรฯและพรรคการเมืองใหม่ได้ เห็นควรว่า กรรมการบริหารพรรคทั้งหมดควรแสดงความรับผิดชอบโดยการลาออก ซึ่งตัวเองจะแสดงความรับผิดชอบโดยการลาออกจากเลขาธิการพรรค อย่างไรก็ตามหากสมาชิกพรรคไว้วางใจมอบหมายให้กลับมาให้ดำรงตำแหน่ง จึงกลับมาทำหน้าที่ต่อไป



