
หอค้าอีสานหวั่นสู้รบทำศก.ชายแดนล่ม
เลขาหอการค้าอีสาน ประเมินผลกระทบจากสงครามชายแดนไทย - กัมพูชา กระทบต่อเศรษฐกิจการค้าชายแดนร้อยละ 10 - 15 เตรียมลุกลามเป็นปัญหาฝังลึกถึงขั้นเศรษฐกิจชายแดนล่มได้ในอนาคต เหตุ ปชช.นักลงทุนหมดความเชื่อมั่น แนะให้ประเทศที่ 3 เข้ามาร่วมตัดสินปัญหา เฉพาะเหตุการณ
(24เม.ย)จากเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชา ที่ชายแดนจ.สุรินทร์และบุรีรัมย์ ตั้งแต่วันที่ 22 เม.ย.2554 นั้น นายทวิสันต์ โลณานุรักษ์ เลขาธิการสภาหอการค้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า เศรษฐกิจโดยภาพรวมโดยเฉพาะการค้าตามแนวชายแดนไทย - กัมพูชา สูญเสียไปแล้วกว่าร้อยละ 15 พร้อมระบุว่าเหตุการณ์การประทะในครั้งนี้จะเป็นเหตุการณ์การสู้รบที่จะฝังลึกเพิ่มระดับความรุนแรงขึ้น หากยังไม่มีคนกลางจากประเทศที่ 3 เข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยปัญหาให้ยุติลงได้ และจะสร้างรอยร้าวให้กับประชาชนตามแนวของทั้ง 2 ประเทศ อันจะส่งผลเสียหายร้ายแรงต่อเศรษฐกิจแนวชายแดนไทยกัมพูชาที่มูลค่าปีละกว่า 4 หมื่นล้านบาทในระยะยาวอีก
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้เป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงมาก และต่อเนื่องมาจากครั้งก่อน ทั้งการสูญเสียจากการสู้รบ 5 คน การสั่งอพยพประชาชนนับหมื่นคนออกจากเขตสู้รบ ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องเร่งแก้ไขปัญหาโดยเร็ว
เหตุการณ์ที่ครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของประชาชนที่อยู่ตามแนวชายแดนของทั้ง 2 ประเทศ รวมถึงความสัมพันธ์ของความเป็นประชาคมอาเซี่ยน ซึ่งขณะนี้ทั้ง 10 ประเทศในภูมิภาคอาเซี่ยนกำลังมีความพยายามที่จะรวมกันเป็นหนึ่งเดียว เพื่อให้เกิดเป็นประชาคมอาเซี่ยน และความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชาที่เกิดขึ้นขณะนี้ทำให้มองเห็นว่าจะเกิดเป็นปัญหาในระยะยาว
เชื่อว่าในอนาคตการสู้รบระหว่างไทย - กัมพูชาจะเกิดขึ้นอีก ทำให้ประชาชนที่เริ่มค้าขายอยู่บริเวณแนวชายแดนต้องเปลี่ยนแปลงไป ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนทั้ง 2 ประเทศ ที่เคยไปมาหาสู่กันอยู่กันก็เริ่มมีการปรับเปลี่ยนท่าที นอกจากนี้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังมีผลต่อเศรษฐกิจตามแนวชายแดน ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจบริเวณแนวชายแดน ไทย - กัมพูชา ด้านจังหวัดสุรินทร์นั้นจะมีมูลค่าไม่มาก หากเทียบกับมูลค่าเศรษฐกิจตามแนวชายแดนภาพรวมซึ่งประเมินว่ามีมูลค่าเพียง 10 - 15 % ของมูลค่าเศรษฐกิจชายแดนไทย - กัมพูชาทั้งหมด แต่อย่าลืมว่าเมื่อเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นบริเวณชายแดนจังหวัดสุรินทร์และบุรีรัมย์ รวมถึงศรีสะเกษแล้ว อาจจะลามไปจ.สระแก้วและจ.ตราด ซึ่งหากเหตุการณ์นี้บานปลายไปยังจังหวัดอื่น จะทำให้การแก้ไขปัญหายากขึ้น เพราะท่าทีของทั้ง 2 ประเทศมีท่าทีที่แข็งกร้าวต่อกัน ไม่พยายามที่จะพูดคุยกัน
ทุกภาคส่วนต้องเร่งหาทางเจราจาระหว่างทั้ง 2 ประเทศ โดยมีคนกลางเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยปัญหา เพราะหากปล่อยให้เหตุการณ์ยืดเยื้อ จะส่งผลกระทบทำให้การค้าขายทั้ง 2 ประเทศ เกิดความไม่มั่นใจกับสถานการณ์ ซึ่งทำให้บรรยากาศการลงทุนในพื้นที่เสียไป
ส่วนกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยืนกรานชัดเจนว่าจะไม่ให้ประเทศที่ 3 เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหานี้นั้น นายทวิสันต์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีจะต้องทบทวนคำพูดใหม่ ประเทศที่ 3 จะเป็นคนกลางเข้ามาเจรจายุติปัญหาการสู้รบเท่านั้น ไม่รวมปัญหาข้อพิพาทเรื่องเขตแดนหรือการขึ้นทะเบียนมรดกโลก เพราะหากรัฐบาลยังปล่อยปัญหาสงครามให้ยืดเยื้อต่อไปอีกก็จะยิ่งสร้างความร้าวลึกทั้งในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนทั้ง 2 ประเทศ และส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนตามแนวชายแดน และเศรษฐกิจโดยรวมได้ รวมถึงต้องทบทวนบทบาทและแนวทางปฏิบัติใหม่อีกด้วย



