
ถิ่นไทยงาม-พลังชุมชน ...พลังคนรุ่นเยาว์
พิบัติภัยครั้งใหญ่ ที่กระหน่ำ ต.กรุงชิง อ.นบพิตำ จ.นครศรีธรรมราช จนถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ทำให้เกิดพลังมวลชนคนอาสา หลังการแจ้งข่าวผ่าน Socail Networking มีการเปิดเพจ อาสากู้ภัยน้ำท่วม ใน Facebook
ทำให้ระดมความช่วยเหลือในส่วนต่างๆ เฉพาะหน้า เป็นไปอย่างรวดเร็ว และเป็นจุดรวมเหล่าอาสาสมัครทั้งหลาย โดยใช้สวนฝากฟ้า ริมคลองกลาย เป็นฐานปฏิบัติการ พลังอาสารุ่นใหญ่ต่างมาด้วยใจตามเวลาที่มีกันแต่เริ่มแรก และที่น่าดีใจ เมื่อมีอาสารุ่นเยาว์ตามมาสมทบ กลุ่มคนรุ่นนี้แหละ ที่จะช่วยเชื่อมรอยต่อ สู่น้องๆ มวลชนคนอาสารุ่นต่อไป
น้องๆ นักศึกษาเหล่านี้ มาจาก ม.มหิดล , ม.ศิลปากร, ม.วลัยลักษณ์ ต่างสละเวลาความสุขสนุกสนานกับเพื่อนๆ ในช่วงสงกรานต์ มาช่วยพื้นที่ประสบภัย แม้จะยังไม่รู้ว่าต้องทำอะไรบ้าง
เพียงกำลังอาสาคงไม่พอ หากแต่ พลังชุมชน ที่เข้มแข็ง ทำให้งานง่ายขึ้น เห็นได้จากการเข้าไปสำรวจเก็บข้อมูลในพื้นที่ต่างๆ ชาวบ้านจะร่วมให้ข้อมูล ช่วยชี้เป้า หรือแม้แต่ช่วงที่เข้าไปช่วยฟื้นฟูฝายต้นน้ำในพื้นที่หมู่ 2 ชาวบ้านในพื้นที่ ทั้งหนุ่ม ทั้งสูงวัย มาลงมือทำงานกันก่อนเวลานัดหมายแล้ว บางคนบอกว่า มันมีกำลังใจ ทำให้การทำงานเป็นไปอย่างสนุกสนาน มีเสียงหัวเราะเกือบตลอดเวลา ขนาดว่าต้องลากหินก้อนหนักๆ หรือ ขนทรายกันไม่หยุด ทำให้บรรยากาศที่เคร่งเครียดกลับเป็นความผ่อนคลาย แม้แต่ชาวบ้านเองก็ร่วมพูดคุย ร่วมวงหม้อข้าวเดียวกัน ไม่มีแบ่งเธอฉัน
พี่พิกุล ซึ่งเคยมีประสบการณ์ลงไปช่วยในเหตุการณ์สึนามิ ที่ภูเก็ต บอกว่า ครั้งนั้นทำให้ตัวเองเกือบจะต้องพบจิตแพทย์ แต่มาครั้งนี้ แม้จะมีความสูญเสียใหญ่หลวง แต่สำหรับค่ายอาสาที่นี่ กลับเต็มไปด้วยรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ
แม้แต่ในท่ามกลางบรรยากาศค่ำคืนของการอำลา ยังมีแต่เสียงแซว เสียงหัวเราะ จนแทบไม่มีเค้าของการอาลัย หากแต่เป็นความผูกพันกันโดยไม่รู้ตัว
น้องแฟง จาก ม.ศิลปากร บอกว่า ไม่เสียใจเลยที่ไม่ได้เล่นสงกรานต์ มากับเพื่อนเพราะรู้จากเฟซบุ๊ก และก็เชื่อว่า การมาอยู่ตรงนี้ของพวกเราไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ๆ
น้องพีท จาก ม.มหิดล บอกว่าเคยไปค่ายอาสา แต่ค่ายนี้เจ๋งมาก เพราะมากันด้วยใจ ตอนแรกว่ามาสงกรานต์ภาคใต้กะเอามันเลย จากที่เราทำไป แต่ไปดูต้นน้ำแล้ว ผมว่าเราทำไปได้ระดับหนึ่งเอง เพราะน้ำพาทรายมาเยอะมาก อยากขอบคุณทุกคนจริงๆ ที่มาช่วยกัน ผมอาจจะช่วยไม่ได้เยอะเท่าไหร่ แต่ก็ยินดี
ส่วน น้องเอ็กซ์ จาก ม.วลัยลักษณ์ บอกว่า ส่วนตัวประทับใจในทุกคนอยู่แล้ว ใครจะคิดว่าท่ามกลางซากปรักหักพัง จะมีคนหลากหลายจากทุกพื้นที่มารวมกันอยู่ที่นี่ เพื่อช่วยเหลือกัน ส่วนตัวจะเข้ามาที่กรุงชิงบ่อย อย่างน้อยก็ 12 ครั้งเข้าไปแล้ว รู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งที่นี่ สัญญาจะพาน้องๆที่รับใหม่ 15 กลุ่มมาที่นี่เพื่อช่วยกันพัฒนา แม้จะมาไม่ได้ทั้งหมด ผมกลุ่มเดียวก็จะมา"
สุดท้ายของค่ายอาสา แม้จากลา แต่ความทรงจำยังสวยงามเหมือนเดิม "กว่าจะรัก เท่าวันนี้ กว่าจะมีคนมาเข้าใจ ต้องใช้เวลา ใช่เพียงมองตากันเมื่อไร" เสียงเพลงเคล้ากีตาร์โปร่งของชาวอาสา ปิดท้ายการอำลาของค่ำคืนนั้น บอกอะไรได้มากมาย น้ำใจไม่ใช่แค่เพียงหยิบยื่นให้ หากแต่ผู้รับก็รับด้วยใจ ผสมผสานร่วมกันลงมือทำ แม้หินก้อนใหญ่ก็ขยับได้ ด้วยแรงเรา



