ข่าว

 เป็นหนี้เท่าไหร่..ดี

เป็นหนี้เท่าไหร่..ดี

24 เม.ย. 2554

บางคนบอกว่า “การไม่มีหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ” ซึ่งก็จริง เพราะขึ้นชื่อว่า “เป็นหนี้” สิ่งที่ตามมาด้วย ก็คือ “ดอกเบี้ย” ที่เป็นตัวผลักดันให้ต้นทุนของสิ่งของที่เราซื้อมาด้วยเงินกู้เพิ่มสูงขึ้น

 ขนาดเป็นลูกหนี้ชั้นดี ชำระหนี้ตรงเวลา ยังต้องจ่ายมากกว่าคนอื่น ถ้าวันดีคืนร้ายไม่มีเงินมาจ่ายหนี้ ดอกเบี้ยยิ่งพุ่งพรวด อาการของลูกหนี้ก็ยิ่งหนัก

 แต่ใช่ว่า “ไม่มีหนี้” จะเป็นลาภอันประเสริฐเสมอไป เพราะสำหรับหลายๆ คนแล้ว การไม่มีหนี้หมายถึงการไม่มีสินทรัพย์ด้วย

 หรือง่ายๆ ก็คือ ถ้าคุณมีความสามารถในการเก็บออมเงินได้ทั้งชีวิต จนเป็นเจ้าของทรัพย์สินได้โดยไม่เป็นหนี้ แบบนั้น “เป็นลาภอันประเสริฐสุด” แล้ว แต่หากคุณไม่สามารถที่จะทำแบบนั้นได้ “การก่อหนี้” จะช่วยให้คุณเป็นเจ้าของทรัพย์สินซึ่งหลายๆ อย่างก็มีค่าเพิ่มขึ้นในอนาคต เพียงแต่คุณต้องเรียนรู้ที่จะก่อหนี้อย่างมีคุณภาพ โดยเฉพาะในภาวะที่ดอกเบี้ยกำลังตั้งหน้าตั้งตาขึ้นพรวดๆ แบบนี้

 เพราะเผลอแป๊บเดียวจากต้นปีที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของแบงก์ชาติอยู่ที่ 2.00% กลายมาเป็น 2.75% หรือเพิ่มขึ้น 0.75% ในระยะเวลาเพียง 18 สัปดาห์ หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งละ 0.25% ในการประชุม 3 ครั้งติดต่อกัน และเป็นการปรับขึ้น 5 ครั้งรวม 1.25% นับตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคม 2553

 ที่น่าสนใจคือ ในการประชุม 2 ครั้งแรกของปีนี้ ธนาคารพาณิชย์ตอบสนองแบบ “ทันท่วงที” ด้วยการปรับอัตราทั้งเงินกู้และเงินฝากเพิ่มขึ้น ส่วนการประชุมครั้งหลังสุดที่เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อวันที่ 20 เมษายนนั้น แม้จนถึงเวลาที่ดิฉันปิดต้นฉบับอยู่นี้จะยังไม่มีธนาคารพาณิชย์รายใดออกมาแสดงท่าทีสนองตอบ แต่ก็เชื่อว่า สุดท้ายและท้ายสุดแล้ว ธนาคารพาณิชย์จะต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยตามมาอย่างแน่นอน ช้าหรือเร็ว มากหรือน้อย และใครก่อนหรือหลังเท่านั้น

 แต่สำคัญกว่านั้น คือ ทิศทางหลังจากนี้ “ดอกเบี้ย” จะเป็นอย่างไร และด้วยปัจจัยใด บอกได้คำเดียวว่า งานนี้ลูกหนี้มีอันต้องร้อนๆ หนาวๆ แน่นอนค่ะ

 ลองดูผลสำรวจของรอยเตอร์ที่สอบถามความเห็นจากนักวิเคราะห์ 17 รายเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยดูนะคะ ความเห็นของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เชื่อว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะแตะระดับ 3.25% ภายในสิ้นปีนี้ เพิ่มขึ้นจากการสำรวจเมื่อเดือนที่แล้ว ที่พวกเขามองไว้ที่ 3.00% และหากนับจากปัจจุบันที่ดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 2.75% ก็เท่ากับว่า ยังมีโอกาสที่ดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้นอีก 0.50%

 ความเห็นที่ว่านั้น ได้รับการยืนยันเหมือนถูกทำให้ชัดเจนขึ้น เมื่อคุณไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้แถลงมติที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินครั้งที่ผ่านมา บอกว่า ไม่สามารถบอกได้ว่าอัตราดอกเบี้ยปกติจะอยู่ที่ระดับใด เพราะจะต้องเปรียบเทียบกับภาวะเศรษฐกิจในขณะนั้น

 “เพียงแต่บอกได้ว่า อัตราดอกเบี้ยระดับปัจจุบันยังต่ำกว่าระดับปกติ โดยขณะนี้อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริงยังติดลบ 1% ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากเฉลี่ย 12 เดือน ที่แท้จริง ยังติดลบ 1.7% ซึ่งต่ำสุดในภูมิภาคนี้”

 ชัดเจนว่า เป้าหมายของแบงก์ชาติในการขึ้นดอกเบี้ยอยู่ที่การจัดการกับภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งบางกระแสก็ว่ากันว่า ถ้าจะเอาชนะเงินเฟ้อให้ได้ อาจหมายถึงการได้เห็นอัตราดอกเบี้ยที่ 4% ถึงตรงนั้นหลายคน (โดยเฉพาะลูกหนี้) อาจจะบอกว่า อยากจะกลั้นใจตายชั่วคราว
 คนที่มีหนี้อยู่แล้ว (รวมทั้งตัวดิฉันเอง) หมดสิทธิ์จะดิ้นรนประการใด เพราะหนี้เกิดขึ้นแล้วโดยชอบธรรม ดังนั้น จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะรับภาระเพิ่มขึ้น ถ้าดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นมันก่อให้เกิดปัญหา คุณต้องหาทางลดรายจ่ายด้านอื่นลง เพื่อประคับประคองความสามารถในการชำระหนี้ของตัวเองเอาไว้ให้ดีก่อนเป็นประการแรก เพราะในภาวะนี้ ลดรายจ่ายอื่นๆ ทำได้ง่ายกว่าหารายได้เพิ่มเติมเพื่อนำมาใช้หนี้ที่เพิ่มขึ้น

 วางแผนรับมือกับดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น ด้วยการนั่งพิจารณารายจ่ายทั้งหมดอย่างละเอียด ตรงไหนหรืออะไรตัดได้ ตัดก่อนเลยค่ะ อย่าปล่อยให้รายจ่ายอื่นๆ เท่าเดิม แล้วมีปัญหากับ “หนี้” เพราะทันทีที่คุณผิดนัด ดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้นทวีคูณจนตั้งตัวแทบไม่ทัน จะกลายเป็นล้มทั้งยืนได้ง่ายๆ

 ส่วนคนที่กำลังจะเข้าสู่วงการด้วยการอยากเป็น “หนี้” แม้ดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้นแบบนี้ แต่ก็ใช่ว่าเป็นเรื่องน่ารังเกียจ เพราะหากคุณสามารถจัดการให้เหมาะสมลงตัว ก็อยู่ในวิสัยที่ทำได้

 แต่เทคนิคง่ายๆ คือ ต้องดูว่า ในแต่ละเดือน เราควรชำระหนี้ประมาณเท่าไหร่จะได้ไม่เป็นภาระมากจนเกินไป

 สำหรับหนี้บัตรเครดิต พยายามควบคุมการรูดบัตรและการชำระหนี้อื่นๆ อย่างสินเชื่อส่วนบุคคลหรือผ่อนสินค้า ไม่ให้เกิน 10% - 20% ของรายได้

 ส่วนหนี้ผ่อนบ้าน ค่าใช้จ่ายในการผ่อนบ้านที่เหมาะสม ไม่ควรเกิน 30% ของรายได้ แต่ถ้าคุณไม่มีภาระหนี้สินอื่นๆ ก็สามารถเพิ่มเป็น 50% ได้ เพราะยิ่งคุณผ่อนมากเท่าไหร่ หนี้ก็ยิ่งหมดเร็วเท่านั้น

 หนี้ผ่อนรถ จำนวนเงินที่ใช้ผ่อนรถในแต่ละเดือน ควรอยู่ราวๆ 20% ของรายได้ หากมากกว่านี้อาจหนักเกินไป

 หนี้สินรวม ไม่ว่าคุณจะกู้ซื้อบ้าน กู้ซื้อรถ เป็นหนี้บัตรเครดิต หรือหนี้สายพันธุ์ไหนก็ตาม ไม่ควรให้เงินที่ต้องจ่ายหนี้ทั้งหมดเกินกว่า 50% ของรายได้

 ถามตัวเองก่อนนะคะว่า วันนี้หนี้สินที่มีอยู่นั้น มีภาระเกินกว่า 50% ของรายได้หรือยัง จะเดินหน้าก่อหนี้ ต้องผ่านด่านนี้ให้ได้ก่อนค่ะ

ขวัญชนก วุฒิกุล
[email protected]