
วิเชียรยันต้องทำให้เกิดความเป็นธรรม
ต้นเดือนพฤษภาคมนี้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะประกาศ ยุบสภา เพื่อคืนอำนาจให้แก่ประชาชน และ ปลดล็อก สถานการณ์บ้านเมืองที่หาทางออกไม่ได้มานานหลายปี จึงทำให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องทำงานหนัก
เพื่อเตรียมการรับมือการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นตามกำหนดอย่างเต็มที่ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะหัวเรือใหญ่ของ "สีกากี" ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์การเลือกตั้งครั้งนี้ว่า ด้วยสถานการณ์การเมืองที่ยังคงมีความขัดแย้ง ประกอบกับการใช้ระบบการเลือกตั้งแบบเขตเดียวเบอร์เดียว ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้มีแนวโน้มที่จะเกิดความรุนแรงอย่างแน่นอน
พล.ต.อ.วิเชียรยอมรับว่า หนักใจกับศึกการเลือกตั้งครั้งนี้ จึงได้เตรียมความพร้อมเพื่อดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยอย่างเต็มที่เพื่อให้การเลือกตั้งเรียบร้อยไปด้วยดี ทั้งนี้เมื่อสถานการณ์บ้านเมือง โดยเฉพาะปัญหาความขัดแย้งของสังคม และมีการแข่งขันกันสูง ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงต้องเข้ามากำกับดูแลในการรักษาความสงบเรียบร้อย
"ปกติการเลือกตั้ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะแต่งให้ระดับรอง ผบ.ตร.เป็นผู้อำนวยการศูนย์เลือกตั้ง แต่ครั้งนี้เราประเมินแล้วว่า แรงแน่ ผมเลยเข้าไปดูเอง คือไปทำหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อยการเลือกตั้ง (ศรส.ลต.ตร.)"
พล.ต.อ.วิเชียรบอกด้วยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะผนึกกำลังในการดูแลการเลือกตั้งให้เกิดความบริสุทธิ์ยุติธรรม โดยมีการเตรียมบุคลากรของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการดูแลอย่างเต็มที่ อาทิ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ที่ปรึกษา (สบ 10) จะรับผิดชอบกำกับดูแลศูนย์การเลือกตั้ง พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ที่ปรึกษา (สบ 10) จะรับผิดชอบงานด้านการสืบสวนในภาพรวม และคดีที่สำคัญที่ได้รับมอบหมาย
ส่วน พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง จเรตำรวจ จะรับผิดชอบงานด้านการร้องเรียน และการวางตัวไม่เป็นกลาง และความประพฤติต่างๆ ของเจ้าหน้าที่ เพราะจะได้ทันท่วงทีหากมีคนร้องเรียน ซึ่งเบื้องต้นอาจจะมีการสั่งให้ไปช่วยราชการ และเมื่อสอบสวนเสร็จไม่มีความผิดก็ส่งกลับเข้าไปทำงาน แต่หากมีความผิดก็จะดำเนินการตั้งแต่วินัยไปจนถึงอาญา
“ทุกอย่างจะต้องทำให้เกิดความเป็นธรรมทั้งต่อเจ้าหน้าที่และกลุ่มต่างๆ หากมีการร้องเรียนเมื่อตำรวจสอบสวนแล้วไม่มีมูลก็ต้องปล่อย"
ผบ.ตร.กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้สั่งการให้ระดมคนเข้าไปตรวจสอบเรื่องนี้อย่างละเอียดและทันท่วงทีด้วย หลักการสำคัญอันหนึ่งคือ เราจะต้องมีตำรวจประจำหน่วยเลือกตั้งเพื่อทำหน้าที่ดูแลรักษาความเรียบร้อย หรือ รปภ.หน่วยเลือกตั้งให้ครบทุกหน่วย อย่างน้อยหน่วยละ 1 นาย ต้องไปประจำจุดการเลือกตั้งที่มีถึง 8.9 หมื่นหน่วยเลือกตั้ง จากเดิมมี 88,500 หน่วยเลือกตั้ง นอกจากนี้ รปภ.อีก 1 คน อาจจะเป็นอาสาสมัคร ฝ่ายปกครอง พลเรือน หรือตำรวจ จะให้ใช้ตำรวจอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ
ถามว่าจะมีการร้องขอให้ทหารมาช่วยเหลือดูแลความปลอดภัยด้วยหรือไม่ พล.ต.อ.วิเชียรกล่าวว่า คงจะไม่มี เพราะต้องการที่ละหลีกเลี่ยงการใช้ทหาร
"ผมคุยกับท่าน ผบ.ทบ.แล้ว ท่านก็บอกว่าไม่อยากให้ทหารเข้ามายุ่ง ผมก็คิดว่าดีแล้ว คือเราต้องใช้ตำรวจเป็นหน่วยงานหลัก"
ทั้งนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติอยู่ระหว่างการดำเนินการจัดโครงการ และวางหลักการดำเนินการตามนโยบาย
ผบ.ตร.กล่าวว่า อันดับแรกที่จะต้องรีบทำคือติดตามเรื่องกฎหมายเลือกตั้ง โดยเฉพาะการกระทำความผิดกฎหมายเลือกตั้ง เพื่อทำความเข้าใจกับกำลังพลในการปฏิบัติ
"การปฏิบัติการของตำรวจนอกเหนือจากการจะเข้าไปเร่งรัดจับกุมพวกมือปืนที่มีหมายจับ หรือมือปืนที่อยู่ในพื้นที่ที่มีแนวโน้มว่าจะมีความขัดแย้งสูง ซึ่งบางแห่งก็ชัดเจน บางแห่งก็ยังไม่ชัดเจน ที่สำคัญยังไม่ชัดเจนเกี่ยวกับเขตการเลือกตั้ง ถ้าชัดเจนก็จะเรียบร้อย" (วันที่ให้สัมภาษณ์ กกต.ยังแบ่งเขตเลือกตั้งไม่เสร็จ)
พล.ต.อ.วิเชียรกล่าวอีกว่า ได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งาติ ที่รับผิดชอบกำกับดูแลพื้นที่ตำรวจนครบาล กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และการบริหารเหตุการณ์ร้ายแรงในภาพรวมเป็นผู้ดูแล และรู้ดีว่าพื้นที่ใดจะรุนแรงและอันตรายสุด โดยขณะนี้ พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ได้สั่งการลงไปให้พื้นที่ทำเรื่องข้อมูลของความขัดแย้งในพื้นที่ไว้แล้ว
"เราจะบริหารความขัดแย้งด้วยการเรียกทั้ง 2 ฝ่ายมาตกลงกัน ถ้าเกิดอะไรขึ้นก็บอกไปเลยว่า จะต้องเป็นอีกฝ่ายแน่ที่เป็นคนทำ ซึ่งถือว่าการดำเนินการครั้งนี้เป็นลักษณะของการปรามเพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรงเกิดขึ้น"
ผบ.ตร.กล่าวต่อว่า ได้สั่งการให้ติดตามความขัดแย้งทุกกรณี ทั้งปัญหาความขัดแย้งด้านผลประโยชน์ธุรกิจ รวมถึงความขัดแย้งการเมืองและผู้มีอิทธิพล
"การเลือกตั้งครั้งนี้ตำรวจวิเคราะห์แล้วว่าแรงแน่ สมัยก่อนความรุนแรงอย่างมากก็ประท้วงเวลานับคะแนน แต่ครั้งนี้เรื่องนี้ไม่น่าจะเป็นปัญหา เพราะนับในหน่วยเลือกตั้งเลย แต่ก็อาจจะมีการประท้วงบ้าง ถ้ามันไม่ตรงกับความเป็นจริง เช่น บางจุดมีสิทธิ์ออกเสียงประมาณ 800 เสียง แต่จริงๆ มาใช้สิทธิ์เพียง 500 เสียง เวลานับก็มีคนมามุงดูเวลานับคะแนน บางคนไม่พอใจว่านับช้า"
ส่วนการเลือกตั้งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ภาค 4 ส่วนหน้า โดยจะมีการย้ายคูหาไปไว้ที่ปลอดภัยเพื่อที่ชุดคุ้มครองจะได้ดูแลความปลอดภัยเต็มที่ โดยจะมีเจ้าหน้าที่ รปภ.ประจำหน่วย 2 คน และชุดคุ้มครองอีก 6 คน เป็นตำรวจ ส่วนทหารดูแลในการขนส่งและดูแลเส้นทาง ซึ่งเป็นการปฏิบัติเฉพาะในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้
"เราก็พยายามแก้ปัญหา ด้วยการจัดให้หน่วยเลือกตั้งมาอยู่ในบริเวณใกล้กัน เพื่อจะได้ดูแลรักษาความปลอดภัยให้ทั่วถึง"
พล.ต.อ.วิเชียรกล่าวว่า การเลือกตั้งที่ผ่านมามีคนร้ายปฏิบัติการด้านหลังเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอยู่ เข้ามาก็ยิงเลย เนื่องจากเรามีตำรวจไม่พอ จึงได้มีการเพิ่มกำลังตำรวจเข้าไปรักษาความปลอดภัยเพิ่มเป็นจุดละอีก 6 คน
ต่อข้อถามว่า ความรุนแรงที่ว่านั้นรวมถึงการหาเสียง ที่บางที่บางแห่งไม่อาจไปหาเสียงได้ ตรงนี้จะแก้ปัญหาอย่างไร ผบ.ตร.กล่าวว่า ก็มีบางพื้นที่มีความรุนแรง ตำรวจ หรือ กกต.ก็ต้องเตือนผู้สมัคร หรือพรรคการเมืองว่ามันมีกฎหมายอยู่ ทั้งกฎหมายเลือกตั้งและกฎหมายอาญา ที่โทษแรงกว่าความผิดหมิ่นประมาท มันมีอยู่ว่า ถ้ากรรมการบริหารพรรค หรือพรรคการเมืองใดจงใจทำ ก็มีความผิดถึงขั้นยุบพรรค
"การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นแบบเขตเดียวเบอร์เดียว จึงทำให้มีการแข่งขันกันสูง เมื่อก่อนจะมี 2-3 คน ถ้าไม่ได้อันดับ 1 อันดับ 2 ก็ยังได้เป็น ส.ส. แต่นี้ไม่ใช่ มันมีแต่คนแพ้กับคนชนะ แล้วถ้ามีการแข่งขันกันเพียง 2 พรรคถือว่าน่ากลัวมาก ทั้งเรื่องหัวคะแนน ผู้สมัคร ดังนั้นตำรวจจะต้องรีบเข้าไปปราม"
ผบ.ตร.กล่าวอีกว่า ในส่วนกรณีที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ออกมาโจมตีประเด็นหีบบัตรล่วงหน้านั้น ในการปฏิบัติจะมีพยานในการเซ็นตรวจปิดและเปิด โดยอาจจะนำไปไว้ในสถานที่ที่สามารถมองเห็นได้ ตำรวจมีหน้าที่ในการดูแลหีบบัตรไว้ให้ ทั้งนี้กฎหมายเลือกจะบังคับค่อนข้างแรง หาก กกต.เห็นว่าการกระทำของข้าราชการทำให้การเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์ สามารถสั่งให้หยุดการกระทำ หรือสั่งให้พ้นหน้าที่ไป นอกจากนี้หากพนักงานตำรวจพบว่ามีการกระทำผิดกฎหมายอาญา และนำไปสู่การเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์ และเที่ยงธรม ให้เจ้าพนักงานตำรวจสามารถจับกุมดำเนินคดีทันที และนำรายงานให้แก่ กตต.ให้ได้รับทราบ
“เมื่อมีคนมาร้องเรียนแจ้งความตำรวจก็จะต้องรับ หากไม่รับก็จะโดนข้อหาการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ แต่ก็จะมีกระบวนการหลอกตำรวจก็มี ดังนั้นตำรวจจะต้องดูให้ดีว่าเป็นเรื่องจริงเท็จอย่างไร หากมีการร้องกันไปร้องกันมาก็จะทำให้เกิดความวุ่นวาย แต่เราก็ต้องแยกคดีให้ชัดเจน โดยเฉพาะคืนหมาหอน จะมีคนมาแจ้งความร้องเรียนเยอะมาก ดังนั้นตำรวจคงจะต้องทำงานหนักกว่าในยามปกติ”
ตำรวจจะรู้หมดว่าใครขัดแย้งกับใคร
พล.ต.ต.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงซุ้มมือปืน ซึ่งขณะนี้หน้าที่รับผิดชอบของตำรวจได้มีรายชื่ออยู่แล้วและทำบัญชีไว้แล้ว แต่บางคนถูกจับไปแล้ว บางคนหายไป แต่ก็มีบัญชีอัพเดทไว้ตลอดเวลา แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ว่าซุ้มมือปืนเป็นใครบ้าง
โดยเฉพาะในพื้นที่ภาค 7 คือ จ.นครปฐม จ.เพชรบุรี ส่วนในพื้นที่ภาคอีสาน และพื้นที่ จ.สุโขทัย ก็มีซุ้มมือปืนเช่นกัน แต่ขณะนี้กระจายกันอยู่ บางพวกก็จะให้มือปืนโนเนม ทำให้การจับกุมยากขึ้น บางทีรับงานมาก็เป็นพวกทหาร หรือตำรวจ พวกนี้ไม่มีประวัติ
"เราก็ต้องไปดูเรื่องคู่ขัดแย้งในแต่ละจังหวัด ก็จะรู้ว่าใครเป็นคนทำ ถ้าขัดแย้งกันอยู่ก็จะเรียกมาคุย จะคุยทีละฝ่าย หรือคุยพร้อมกัน ก็ว่ากันไป เราก็บอกไปว่า อยากให้ใช้วิธีสันติวิธีไม่ให้ใช้ความรุนแรง แต่หากเกิดความรุนแรงขึ้น ก็บอกเลยว่า ตำรวจจะติดตามคุณ"
พล.ต.ต.ประวุฒิกล่าวว่า ตำรวจจะเก็บข้อมูลทั้งสองฝ่ายว่ามีลูกน้องกี่คน มีคนสนิทกี่คน ใครจะใช้ใคร บางครั้งจะใช้คนที่ 1 คนที่ 2 ถ้าจะใช้คนเก็บตังค์ก็จะใช้คนนี้ ส่วนจะใช้งานเป็นนักเลงก็จะใช้คนนี้ ซึ่งจะรู้ว่าใครมีลูกน้องกี่คน โดย ตร.สั่งไปแล้วให้แต่ละโรงพักจัดทำข้อมูลเหล่านี้ ทุกพื้นที่ทางตำรวจจะรู้หมดว่าใครขัดแย้งกับใคร หรือใครทะเลาะกับใครอยู่ ตั้งแต่ระดับภาคถึงจังหวัด โดยจังหวัดก็จะไปไล่บี้กับทางอำเภอ แต่ส่วนใหญ่จะอยู่ในระดับจังหวัด
"ตอนนี้เราทำในเชิงรุก ทำมาได้ 2 เดือนกว่าแล้ว ทำทุกจังหวัด ส่วนจังหวัดที่เกิดรุนแรงที่ยิงตำรวจตายที่กำแพงเพชร ระเบิดขาขาด ที่ จ.ปราจีนบุรี กับเหตุการณ์ที่บางบัวทองเราก็รู้หมดแล้ว ผมเชื่อว่า ไม่นานได้ตัวแน่”
พล.ต.ต.ประวุฒิกล่าวอีกว่า ในแต่ละจังหวัดเมื่อมีการกำหนดเขตเลือกตั้งแล้วจะรู้ และเหตุผลที่บอกว่าสถานการณ์การเลือกตั้งจะรุนแรง เนื่องจากเป็นการลงคะแนนแบบวันแมนวันโหวต คือจะต้องสู้ใครดีใครอยู่
โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติอธิบายถึงการต่อสู้ทางการเมืองที่หาทางออกไม่ได้เพราะต้องการชัยชนะ จนสุดท้ายก็ต้องพึ่งวิธีการรุนแรง และใช้เงินน้อยกว่า
"ยกตัวอย่าง สู้กันจนถึง 80 ล้านบาทดูแล้วมันไม่จบ ปกติก็จะมีซื้อขายกันที่ 40-50 ล้านบาท แต่นี่มันสูสีพอถึง 80 ล้านบาท มันก็จ่ายกันไม่ไหว ก็เลยคิดแบบนี้ จ่าย 5 ล้านดีกว่า คนรอคิวกันเยอะเลย"
พล.ต.ต.ประวุฒิกล่าวต่อว่า การใช้มือปืนด้วยราคาไม่เท่าไหร่ ก็จะมีมาเข้าคิวคนรอกันมากมาย ซึ่งนักการเมืองสมัยนี้อาจจะเลือกใช้ เพราะหากสู้กันแบบตัวต่อตัว ความศรัทธา หรือ บารมี มันสู้กันไม่ได้ ดังนั้นเขาก็อาจจะยอมจ่ายตรงนี้ดีกว่า
"เมื่อก่อนตกลงกันว่าที่หนึ่งเป็นของคุณ ผมได้เบอร์สอง คนต่อไปก็เบอร์สาม แต่เดี๋ยวนี้เขตเดียวเบอร์เดียว หรือถ้ามีคุณก็ต้องไม่มีผม มันต้องมีคนใดคนหนึ่งแพ้ แล้วก็ไม่มีตำแหน่งสำรอง เราจึงเชื่อว่าสถานการณ์มันจะเกิดความรุนแรง"
ถามว่าในพื้นที่ กทม.มีเขตไหนน่าห่วงบ้าง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติกล่าวว่า เท่าที่ดูก็มีเขตดอนเมือง และเขตบางบอน
ปัญญา ทิ้วสังวาลย์



