ข่าว

แฉกัมพูชาหวังชาติที่3เคลียร์ไทย-เขมร

แฉกัมพูชาหวังชาติที่3เคลียร์ไทย-เขมร

23 เม.ย. 2554

โฆษกรัฐชี้กัมพูชาหวังดึงชาติที่ 3 เคลียร์ปัญหาชายแดน ยันมีกลไกทวิภาคีให้คุยกัน อ้างให้ในพื้นที่ประสานกันก่อนถึงฝ่ายนโยบาย เผย พรุ่งนี้บ่าย 2 นายกฯคอนเฟอเรนซ์ไปสุรินทร์ ด้านแม่ทัพภาค 2 ยันต้องเสริมกำลังประชิดชายแดนเพื่อปกป้องอธิปไตย

(23เม.ย.) นายปณิธาน  วัฒนายากร  ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาลถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาว่า  ขณะนี้การสู้รบได้ยุติลง โดยผู้บัญชาการในพื้นที่ได้รายงานว่าได้สื่อสารกับกัมพูชาและจนท.เข้าไปดูแลพื้นที่ได้มากขึ้น โดยมีการเคลื่อนย้ายประชาชนออกมาเพื่อความปลอดภัยประมาณ 2 - 3 หมื่นคน ซึ่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีสั่งการให้ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ ประสานในพื้นที่โดยตรง 

 “ในวันอาทิตย์ที่ 24 เม.ย. เวลา 14.00 น. จะมีการเชื่อมสัญญาณวิดีโอคอนเฟอร์เรนท์จากทำเนียบรัฐบาลไปยัง จ.สุรินทร์ โดยจะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงสาธารณสุข สอบถามถึงปัญหาว่ามีข้อขัดข้องประการใด”นายปณิธาน กล่าว  

  ในส่วนการดำเนินการด้านการต่างประเทศนั้นกระทรวงการต่างประเทศจะชี้แจงให้นานาชาติรวมถึงสหประชาชาติและอาเซียนรับทราบว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นประเทศไทยจำเป็นที่จะต้องป้องกันตัวเองไม่ได้เริ่มต้นก่อน ทั้งนี้การเคลื่อนกำลังในพื้นที่ทำให้เกิดปัญหา และเราได้พยายามอย่างที่สุด ใช้ความอดกลั้นและพยายามสื่อสารอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่เป็นผล  จึงต้องป้องกันอธิปไตยและดินแดนของเรา ซึ่งคิดว่าสถานการณ์จะคลี่คลายภายในเร็ว ๆ นี้    

 ส่วนที่กัมพูชายื่นข้อเรียกร้องต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติชาติ( UNSC )ให้จัดประเทศที่ 3 เข้ามาดูแลนั้น นายปณิธาน กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการให้ข้อมูลกับยูเอ็นเอสซี ซึ่งยูเอ็นเอสซีคงจะรอให้ข้อมูลครบถ้วนก่อนรวมถึงในส่วนของไทยด้วย ขณะเดียวกันเรายืนยันหลักการตามที่ยูเอ็นเอสซีได้ยืนยันไว้แล้วว่ามีหลายกลไกที่สามารถจะใช้แก้ไขปัญหาได้ และเข้าใจว่าพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม ได้แจ้งให้ทราบว่าจะมีการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-กัมพูชา(อาร์บีซี) เราหวังว่าจะสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลมาแก้ไขปัญหาได้  

 ผู้สื่อข่าวถามว่ามองอย่างไรที่กัมพูชาพยายามดึงชาติที่3 หรือผู้สังเกตการณ์มาในพื้นที่ให้ได้ นายปณิธาน กล่าวว่า เป็นความพยายามของกัมพูชา แต่ฝ่ายไทยยืนยันว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ดี หากใช้กลไกที่มีอยู่ จุดยืนของเราชัดเจนว่ามีความมุ่งมั่นที่จะร่วมมือกับกัมพูชาในการแก้ไขปัญหา แต่ก็ต้องป้องกันคนของเราเช่นกัน แต่สิ่งที่ต้องการให้ชัดเจนที่สุดคือความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่และต้องขอขอบคุณหน่วยงานท้องถิ่นที่ได้เตรียมตัวและดำเนินการอพยพประชาชนในพื้นที่ได้อย่างดี แต่ขณะนี้ประชาชนที่อยู่ในศูนย์อพยพมีมากขึ้นจะต้องดูในเรื่องของสุขภาพอนามัยและขวัญกำลังใจรวมถึงครอบครัวผู้ที่ได้รับความสูญเสีย

 ต่อข้อถามที่ว่าฝ่ายนโยบายยังไม่มีแนวคิดที่จะยกหูโทรศัพท์ในการเจรจากันอย่างจริงจังใช่หรือไม่ นายปณิธาน กล่าวว่า ขณะนี้รอให้ในพื้นที่สื่อสารได้อย่างเต็มที่ก่อน เข้าใจว่าในส่วนของผบ.กองกำลังได้เริ่มสื่อสารไปแล้ว และเรากำลังรอว่าการสื่อสารจะคืบหน้าไปขนาดไหน และกระทรวงการต่างประเทศจะสรุปข้อมูลให้ทราบอีกที เพื่อจะได้ทราบว่าจะสามารถดำเนินการได้อย่างไร

 “ต้องเริ่มจากพื้นที่ก่อน โดยให้ในพื้นที่สงบก่อนและเกิดความปลอดภัย และเราจะดูหลักปฏิบัติที่เราทำกับฝ่ายกัมพูชาให้ไปอยู่ในหลักเดิมก่อน เมื่อทุกอย่างเข้าที่ กลไกของกระทรวงการต่างประเทศ และรัฐบาลคงจะเดินหน้าได้ และเราขอยืนยันว่าการที่มีความพยายามที่จะไปนำเรื่องนี้ไปสู่ระดับนานาชาติ เป็นเรื่องที่คิดว่าน่าจะกลับมาคุยในระดับทวิภาคี และในกรอบที่นานาชาติเองเห็นด้วยตั้งแต่แรก เพราะเรื่องนี้คงต้องอธิบายว่าเรื่องดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นจากฝั่งไทย ถ้าเราอธิบายได้ดี ผมคิดว่าเราจะได้รับการตอบรับที่ดีจากนานาชาติในการแก้ไขปัญหา”นายปณิธาน กล่าว

 ผู้สื่อข่าวถามว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการตอกย้ำว่าการจัดทำแผนบริหารในพื้นที่ยังไม่ควรทำใช่หรือไม่ ปฏิบัติหน้าที่โฆษกรัฐบาล กล่าวว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องกันโดยตรง เรื่องพื้นที่ที่เรามีปัญหาในการปะทะ ครั้งใหม่นี้ และปราสาทเขาพระวิหาร ต้องแยกกันออกไป เพราะเรื่องการจัดทำแผนบริหารจัดการเรามีความชัดเจนกับทางยูเนสโกอยู่แล้ว เราคิดว่าเป็นการดีที่สุดถ้าปัญหาเหล่านี้คลี่คลายด้วยกลไกทางทวิภาคีก่อนที่จะมีการเดินหน้าพิจารณาแผน ซึ่งจะนำเรื่องนี้ไปคุยกันในปลายเดือนพฤษภาคม ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เพราะเจตนารมณ์ของเราจะรอให้ทุกอย่างคลี่คลายก่อน  การบริหารจัดการมรดกโลกควรจะดำเนินการทีหลัง แต่ก็ต้องแล้วสมาชิกคณะกรรมการมรดกโลกด้วย

 ส่วนที่มีข้อเรียกร้องว่าทำไมไทยไมใช้การตอบโต้ให้หนักหน่วง นายปณิธาน กล่าวว่า ตามหลักสากลเราได้ปกป้องสิทธิของเราแล้ว ตามเหตุและผลและตามสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้น และขณะนี้ได้รายงานจากต่างประเทศมาบ้างแล้วว่ากัมพูชาก็สูญเสีย ซึ่งเราไม่ต้องการให้ฝ่ายใดต้องสูญเสียอีก อีกทั้งการดำเนินการทางทหาร ทางการทูต ต้องเป็นไปตามข้อเท็จจริงและหลักสากลซึ่งจะทำให้เราได้รับการยอมรับว่าไม่มีการรุกรานใคร  ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชุดไหน หรือการใช้กำลังเกินกว่าเหตุ ไม่ได้อยู่ในนิสัยของรัฐบาลไทยทุกชุด แต่จะเน้นทำความเข้าใจกับนานาชาติเพิ่มขึ้นและใช้เวลา 

 ด้านพล.ท.ธวัชชัย สมุทรสาคร แม่ทัพภาค 2 ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่มีการยิงตอบโต้ระหว่างทหารไทยกับกัมพูชาจนทำให้ทหารไทยเสียชีวิตและบาดเจ็บ ว่า ตามที่ทราบข่าวพอดีเราก็พยายามเจรจาและในช่วงเช้าประมาณเวลา 06.15 น.ก็มีเหตุการณ์ยิงเกิดขึ้นอีกโดยทางฝ่ายกัมพูชาได้ยิงเข้ามาอีกละรอก และในทุกเรื่องไม่ว่าจะเป็นปืนเล็ก ปืนใหญ่รถถัง และปืนใหญ่ด้วย ซึ่งฝ่ายเขายิงมาจำนวนมาก เราก็เลยจำเป็นต้องตอบโต้กลับไป และเป็นการรักษาอธิปไตยของเราในส่วนนี้ แต่ว่าในช่วงนี้ก็ยังมีการยิงเข้ามาประปลายอยู่ต่อเนื่อง โดยเริ่มยิงที่ทางปราสาทตาเมือนธมก่อน แล้วลามไปที่ตาควาย พอตอนหลังทางตาเมือนหยุด และทางตาควายก็ยังยังอยู่เล็กน้อย แต่ก็มีไปทางตาเมือนปละปลายอีก แต่ทหารเราก็ใช้ความอดทน อดกลั้นว่า ถ้าหากเขายิงมาจำนวนมากอีกเราถึงจะต้องสวนกลับไป แต่ถ้าเขายิงมาน้อยเราก็พยายามจะหยุด เพื่อจะประสานเจรจาด้านข้างบนไป

  สำหรับช่วงเช้าที่ผ่านมา  23 เม.ย.ล่าสุดมีทหารเราเสียชีวิตไป 1 นาย บาดเจ็บ 2 นาย เนื่องจากมีกระสุนปืนใหญ่ตกลงมาใกล้เรา และจากเมื่อวันที่ 23 เม.ย. จนถึงวันนี้ ทหารไทยเราเสียชีวิต 4 นาย บาดเจ็บ 13 นาย และรวมวันนี้อีก 2 นาย เป็น 15 นาย ตนเรียนว่า เรื่องที่เขาจะมาตีเราโดยยึดแผ่นดินไทยไม่ต้องห่วงเรายอมไม่ได้เด็ดขาด เพียงแต่ว่าเราไม่อยากต้องการมีเรื่อง เพราะเราเป็นประเทศที่เจริญแล้วและเป็นประเทศใหญ่กว่ากัมพูชา ก็ไม่อยากไปรังแก แต่ความคิดตนคิดว่า เขาคงอยากจะให้มีประเทศที่สามเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยที่เรายังยืนยันว่าเป็นเรื่องทวิภาคี ไม่ใช่ไตรภาคี อันนี้เขาคงอยากจะมุ่งไปสู่จุดนั้นก็เลยสร้างสถานการณ์ขึ้นมา เพราะการเตรียมการณ์ในการยืนต่างๆของเขาพร้อมกว่าเรา เขามีหลักฐานครบ พูดถึงว่ามันเร็วผิดปรกติ ถ้าเราติดตามทันข่าว ส่วนข่าวที่บอกว่า ฝ่ายเรายิงลึกเข้าไปถึง 21 กิโลเมตรนั้นเรื่องนี้ไม่จริง เราก็ยิงตอบโต้ในส่วนที่เขายิงขึ้นมา ส่วนเรื่องนี้จะบานปลายไปยังชายแดนด้านปราสาทพระวิหาร จ.ศรีสะเกษหรือไม่นั้น เราก็คุยกับผู้นำของกัมพูชาอยู่ เพียงแต่ว่าตอนนี้คุยกันว่า ถ้าไม่มีอะไรก็ขอให้อยู่เฉยด้วยกัน แต่ทั้งหมดตนยืนยันทุกครั้ง 100% เราไม่เคยยิงก่อนแน่นอน เพราะเราได้กำชับลูกน้องเรา และไม่มีเรื่องอะไรที่ไปโกธรแค้นเขาในส่วนนี้

  สำหรับในส่วนสาเหตุในเรื่องการแบ่งเขตแดนนั้น พล.ท.ธวัชชัย กล่าวว่า ก็มีในหลายส่วน ตอนนี้แนวความคิดที่เขาต้องการจะมีประเทศที่ 3 เข้ามา แต่เรายืนยันว่าไม่เอาในส่วนนี้และตอนหลังนายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรฯได้เรียนกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี  และนายกฯก็ได้ยืนยันมาว่า การที่จะพัฒนาการบริหารจัดการในพื้นที่อันนี้ในส่วนที่เขาต้องการจะต้องปักปันเขตแดนก่อน อันนี้เป็นการถูกต้อง เพราะมันจะได้รู้ว่าการบริหารจัดการที่ยูเนสโก้ให้มามันข้ามกันหรือเปล่า ตรงนี้คงเป็นเรื่องที่เขาไม่พอใจ

 "ผมยืนยันทุกครั้งตั้งแต่เกิดเหตุครั้งที่แล้ว หรือจะเป็นคราวไหนก็แล้วแต่ทหารไทยเราไม่เคยยิงก่อน เพราะเราไม่เคยมีเรื่องโกธรเคืองอะไรเขา เราประเทศใหญ่กว่าเขา เรามีพลเมืองมาก มีความเจริญมากกว่าเขาทุกอย่างอยู่แล้ว เราไม่จำเป็นต้องไปทำความเสียหายอะไรต่างๆ และในระดับพื้นที่ไทยเราก็ได้มีการพูดคุยกับฝ่ายกัมพูชาเป็นระยะๆ โดยเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาก็ยังให้ ผบ.กองพล ขึ้นไปแล้วไปพูดคุยกับ ซินเยินกัว และก็มีการเล่นกีฬา เราพูดคุยตกลงกันเรียบร้อยดี แต่ต้องยอมรับว่า การคาดการณ์กับฝ่ายกัมพูชาคาดการณ์ไม่ได้ เมื่อไหร่เขาจะทำมาอะไรต่างๆ เขาก็ไม่แจ้งหรือส่งซิกมาก่อน และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ไม่มีเหตุผลเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันในระหว่างประเทศหรือระหว่างหน่วยในพื้นที่ที่ปะทะกัน หลังเกิดเหตุจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีการหารืออะไรกัน ผมพยายามบอกว่า มันต้องคุยกัน แต่ว่าเดิมทีที่เราขอคุยกับอาร์บีซี. เขาบอกว่า อาร์บีซี.ระหว่างกองทัพกับกองทัพ เขาย้อนกลับมาว่ามันเลยไปแล้ว ยังไม่คุย ตอนนี้ผมก็ยังยืนอยู่ว่า ถ้าไม่ประชุมก็คุยกันก็ได้ จะเอาที่กัมพูชา หรือที่ประเทศไทยเราก็ยินดี"พล.ท.ธวัชชัย กล่าว

 ส่วนกรณีการเสริมกำลังประชิดชายแดนนั้น แม่ทัพภาคที่ 2 ตอบว่าตรงนี้ก็เป็นยุทธวิธี เราก็ดำเนินการตามทางทหารอยู่แล้ว  ทหารฝ่ายไทยเรามั่นใจที่รักษาอธิปไตย 1000% ไม่มีปัญหา เขมรก็มีไม่มากอะไร ตอนนี้เขาขนมาทั้งประเทศที่จะมาสู้กับเรา เราแค่ไม่ถึงกองทัพเลย เรายังไม่ได้เอากำลังและอาวุธไปหมดแต่อย่างใด ส่วนจะมีเหตุการณ์ปะทะเกิดขึ้นอีกจากนี้ไปคงยังบอกไม่ได้ ตนไม่กล้ายืนยัน เพราะเป็นเรื่องของฝ่ายกัมพูชา คือ ไม่มีสิ่งบอกเหตุอะไรที่เราจะกำกับได้เลย เพราะระดับข้างล่างเราก็ประสานทั้งหมด เมื่อวันที่ 23 เม.ย. ประสานกันว่าจะหยุดแล้ว วันนี้ก็นึกว่าไม่มี ตนก็คิดว่าก็ได้คุยกับผู้ว่าฯสุรินทร์ว่า ถ้าวันนี้ไม่มีอะไรก็จะให้ประชาชนเดินทางกลับบ้าน เพราะแถวนั้นประชาชนมีต้นยางจำนวนมาก ถ้ามานอนวันเดียวสูญเสียวันละ 5 พันบาทเฉลี่ยต่อครอบครัว เขาก็อยากกลับบ้านแล้ว หากสถานการณ์เป็นอย่างนี้อยู่อีกการอพยพชาวบ้านตอนนี้ก็เพิ่มจากเมื่อวันที่ 23 เม.ย.จาก 9 พันคนเพิ่มมาเล็กน้อย เพราะชาวบ้านเขาไม่แน่ใจ แต่พื้นที่รองรับมีเพียงพอ มีเตรียมไว้ 4 จุด ส่วนที่มีการพูดว่าฝ่ายกัมพูชามีการวางแผนที่จะก่อเหตุและร้องต่อยูเนสโก้ไว้ก่อนแล้วนั้น ตนก็ไม่รู้ เพียงว่าก็รักษาปราสาทตาเมือน ปราสาทตาควายของเราไว้ และตนกำลังจะเดินทางไปในพื้นที่ในบ่ายวันนี้ พล.ท.ธวัชชัยฯกล่าว