
กษิตเผยไทยรับถกเขมรก่อนมรดกโลก
"กษิต" เผยไทยตอบรับคำเชิญผู้แทนพิเศษมรดกโลก พบปะกับกัมพูชาก่อนการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกจะมีขึ้นในเดือนมิถุนายนนี้ แต่มีเงื่อนไขต้องชะลอแผนบริหารจัดการปราสาทพระวิหารออกไป จนกว่าเจรจาเขตแดนแล้วเสร็จ
(22เม.ย.) นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงการเตรียมการของฝ่ายไทย ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกในเดือนมิถุนายนนี้ ที่กรุงปารีสว่า นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยืนยันจะเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย โดยมีนายอัษฎา ชัยนาม ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม(เจบีซี)ไทย-กัมพูชา จะอยู่ในคณะผู้แทนไทยชุดดังกล่าวด้วย
ทั้งนี้ นายโคอิจิโระ มัสซูระ ผู้แทนพิเศษองค์การศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ได้เสนอให้ไทยกับกัมพูชาพบปะกันก่อนจะมีการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ในเดือนพฤษภาคมนี้ ซึ่งฝ่ายไทยก็ได้ตอบรับข้อเสนอ แต่มีเงื่อนไขว่า หลังพบกันแล้วทั้งสองฝ่ายต้องไม่ไปทะเลาะกันในที่ประชุมระดับรัฐมนตรี ที่กรุงปารีส และชะลอการพิจารณาแผนบริหารจัดการบริเวณพื้นที่โดยรอบปราสาทพระวิหารออกไป จนกว่าการเจรจาปักปันเขตแดนจะแล้วเสร็จ
นายกษิตกล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกของไทย นั้น ทางกระทรวงการต่างประเทศได้เสนอที่ประชุมให้ศึกษาเรื่องการเสนอการขึ้นทะเบียนมรดกโลก อุทยานแห่งชาติ หรือโบราณสถานแบบข้ามเขตแดนหรืออยู่ติดต่อกัน ข้อเสนอให้มีการศึกษานี้ไม่ใช่ท่าทีเรื่องปราสาทพระวิหาร แต่เพราะเห็นว่ามีโบราณสถาน หรืออุทยานแห่งชาติของไทยที่อาจอยู่คาบเกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้าน จึงอยากให้มีองค์ความรู้ในเรื่องดังกล่าว ส่วนเรื่องกัมพูชาจะนำเรื่องให้ศาลโลกตีความนั้นนายกษิตยืนยันว่า ฝ่ายไทยมีการเตรียมพร้อมมาตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา และได้ว่าจ้างทีมนักกฎหมายผู้เชี่ยวชาญระดับโลกไว้ 3 คน ซึ่งต้นเดือนพฤษภาคมนี้ตนจะไปพบและพูดคุยเพื่อให้มีความรอบคอบ
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในเดือนพฤษภาคม และมิถุนายน ที่เป็นรัฐบาลรักษาการ จะสามารถดำเนินการในเรื่องต่างๆได้มากน้อยเพียงไร นายกษิตกล่าวว่า การประชุมคณะกรรมการมรดกโลกไม่ได้มีข้อตกลงใดๆที่ออกมามีผลผูกมัดหรือเป็นพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศ แต่เป็นเรื่องคณะกรรมการเทคนิคว่าด้วยวัฒนธรรม แต่ถ้าใจไม่ถึงก็ให้มอบงานให้ปลัดกระทรวงต่างๆว่าไป ขึ้นกับการหารือและความเหมาะสม อย่างไรก็ดีปัญหาลักษณะนี้คงไม่ได้จำกัดเฉพาะประเทศไทย เพราะในช่วงเวลาดังกล่าวมีหลายประเทศที่เลือกตั้งเช่นกัน



