ข่าว

ผวาศก.ดิ่งหนักจีดีพีส่อติดลบ5%เหตุรุนแรงกระทบเชื่อมั่น-ฟิทช์ลดอันดับเครดิตตาม

ผวาศก.ดิ่งหนักจีดีพีส่อติดลบ5%เหตุรุนแรงกระทบเชื่อมั่น-ฟิทช์ลดอันดับเครดิตตาม

17 เม.ย. 2552

คลังรับเศรษฐกิจไทยมีโอกาสหดตัวแรงถึง 5% คนตกงานเพิ่ม 2 ล้านคน จากผลกระทบความวุ่นวายทางการเมือง ชี้กระทบความเชื่อมั่นรุนแรง เร่งกู้เงินลงทุนกระตุ้น ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับเป้าจีดีพีอาจติดลบถึง 6% สถาบันจัดอันดับฟิทช์ตามรอยเอสแอนด์พี ลดอันดับสินเชื่อข

 นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เศรษฐกิจปีนี้อาจหดตัวลงมากกว่าที่คาดไว้ และเป็นไปได้ที่จะหดตัวไปถึง 4.5-5% ตามที่นักวิชาการคาดการณ์ไว้ ซึ่งอาจเกิดปัญหาการว่างงานเพิ่มขึ้นถึง 2 ล้านคน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ได้กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างมาก ทั้งนี้ ภาคการท่องเที่ยวเป็นธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด

 "เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะส่งผลต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐ เนื่องจากประชาชนและนักลงทุนขาดความมั่นใจ อาจทำให้ไม่มีการใช้จ่ายหรือการลงทุน ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลจะดำเนินการได้ภายใต้งบประมาณที่มีจำกัด คือ เร่งการกู้เงินเพื่อนำมาลงทุนผ่านโครงการลงทุนเมกะโปรเจกท์จำนวน 1.56 ล้านล้านบาท” นายกรณ์กล่าว

 รายงานข่าวจากกระทรวงการคลังแจ้งว่า ช่วงสายของวันที่ 16 เมษายน ที่ผ่านมา นายกรณ์ได้เรียกประชุมวาระพิเศษเพื่อประเมินทิศทางเศรษฐกิจ รวมถึงแผนการกู้เงินของรัฐบาล เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เร็วๆ นี้

 ขณะที่บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปี 2552 มีแนวโน้มต่ำลงกว่าคาดการณ์เดิมอีก 2.0-3.0% ซึ่งส่งผลให้จีดีพีปีนี้หดตัวลง 3.5-6.0% โดยสถานการณ์การเมืองอาจจะยังอยู่ภายใต้ความไม่แน่นอน แม้จะไม่ถึงขั้นมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นซ้ำอีก แต่อาจเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นฟูความเชื่อมั่น รวมถึงการดำเนินนโยบายของรัฐบาลในระยะเวลาที่เหลือของปี

 "เหตุการณ์ที่ลุกลามบานปลายครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบให้ไทยสูญเสียรายได้การท่องเที่ยวช่วงเทศกาลสงกรานต์เท่านั้น แต่ยังมีผลกระทบต่อการลงทุนของชาวต่างชาติในอีกหลายเดือนข้างหน้า รวมทั้งยังมีผลต่อความมั่นใจของผู้บริโภคและธุรกิจไทยด้วยเช่นกัน" บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุ


 ทั้งนี้ บริษัทฟิทช์ เรตติ้ง ได้ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือสินเชื่อสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวของไทยจากระดับ BBB+ มาอยู่ที่ BBB และสกุลเงินท้องถิ่นจากระดับ "A" มาอยู่ที่ "A-" พร้อมปรับแนวโน้มจากเสถียรภาพมาอยู่ในเชิงลบ สะท้อนถึงการไร้ความสามารถของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาความวุ่นวายทางการเมือง โดยก่อนหน้านี้ สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี) ได้ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือสกุลเงินท้องถิ่น ลงมาอยู่ที่ "A-" จากระดับ "A" และให้แนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือด้านลบ แต่ยังคงอันดับความน่าเชื่อถือสกุลเงินต่างประเทศไว้ในระดับเดิมที่ "BBB+"