ข่าว

เลือก'พล.อ.ธีระเดช'นั่งปธ.วุฒิคนใหม่

เลือก'พล.อ.ธีระเดช'นั่งปธ.วุฒิคนใหม่

22 เม.ย. 2554

ที่ประชุมวุฒิสภา เลือก"พล.อ.ธีระเดช" ขึ้นนั่งเก้าอี้ประธานวุฒิสภาคนใหม่

(22เม.ย.) เวลา 10.00 น. ได้มีการประชุมวุฒิสภาเพื่อเลือกประธานวุฒิสภาคนใหม่ แทนนายประสพสุข บุญเดช ที่พ้นจากตำแหน่งตามวาระ โดยในช่วงแรกของการประชุมนายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่งทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม แต่เมื่อมีผู้เสนอชื่อให้เป็นประธานวุฒิสภา จึงได้ให้นางทัศนา บุญทอง รองประธานวุฒิสภาคนที่สองมาทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมแทน จากนั้นส.ว. ได้เสนอชื่อผู้ที่สมควรเป็นประธานวุฒิสภาทั้งหมด 3 คน โดย นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง ส.ว.ชลบุรีเสนอชื่อ นายนิคม ไวยรัชพานิช ส.ว.ฉะเชิงเทรา นายมณเฑียร บุญตัน ส.ว.สรรหา เสนอชื่อ พล.อ.ธีรเดช มีเพียร ส.ว. สรรหา   ขณะที่น.ส.สุมล สุตะวิริยะวัฒน์ ส.ว.เพชรบุรี เสนอชื่อน.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.สรรหา โดยระบุว่า การเสนอแค่ 2 ชื่อทำให้ดูเหมือนมีการแบ่งเป็นสองขั้วสองฝ่าย

 จากนั้นที่ประชุมได้ให้ถูกเสนอชื่อเป็นประธานวุฒิสภาแสดงวิสัยทัศน์คนละ 10 นาที โดยนายนิคม แสดงวิสัยทัศน์ว่า ชั่วชีวิตตนรับราชการมาตลอด เพราะต้องการรับใช้ชาติ ราชบัลลังค์   ท่านอาจคิดว่าตนเป็นคนคิดเร็วทำเร็ว แต่ตรงนี้เป็นจุดแข็ง เพราะการคิดเร็วทำเร็วทำให้สามารถทำทุกอย่างให้ผ่านไปได้ ไม่ว่าจะเป็นร่างกฎหมายที่ยากๆแต่ตนก็สามารถทำให้ผ่านไปได้  ตนเป็นนักสู้ที่มีความอดทน   ทุกเรื่องที่ตนทำต้องเริ่มด้วยศรัทธาประชาชน   ดังนั้นเมื่อขณะนี้ประชาชนกำลังเบื่อประชาธิปไตย แล้วทำไมเราไม่ทำให้วุฒิสภาเป็นตัวกลางในการสร้างประชาธิปไตย ชั่วชีวิตตนไม่มีอะไรนอกจากการทำงาน ดังนั้นขอโอกาสให้ตนที่มาจากตัวแทนประชาชนมาเป็นประธานวุฒิสภา   แม้ 3 ปีที่ตนอยู่จะน้อยนิดแต่ก็ขอเสียงจากพวกท่านเพื่อให้มาทำหน้าที่ในฐานะผู้แทนประชาชนด้วย

 พล.อ.ธีรเดช แสดงวิสัยทัศน์ว่า หากไว้วางใจให้ตนทำหน้าที่ประธานวุฒิสภา ตนจะทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญและระเบียบข้อบังคับอย่างดีที่สุด ตนปรารถนาเห็นวุฒิสภาเป็นองค์กรแม่แบบแห่งความรัก ที่มีควารมปรองดอง ความสามัคคี  วุฒิสภาในวันนี้สมบูรณ์ที่สุดเรามีครอบคลุมทุกพื้นที่ หากเราร่วมมือร่วมใจกันจะสามารถนำวุฒิสภาเดินทางไปอย่างเข้มแข็ง   ตนจะขอยึดมั่นในความเป็นกลาง โปร่งใสและพร้อมที่จะประสานกับทุกฝ่าย

 ขณะที่นางสาวรสนา แสดงวิสัยทัศน์ว่า ตนไม่สบายใจที่มีการแบ่งขั้ว ส.ว.สรรหา และส.ว.เลือกตั้งเพื่อเลือกประธานวุฒิสภาและประธานคณะกรรมาธิการต่างๆ   ใน 3 ปีที่แล้วแม้เราไม่มีการแบ่ง   เราต้องการให้วุฒิสภาเป็นสภาฯอิสระปราศจากพรรคการเมือง   สมาชิกวุฒิสภาต้องเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยไม่อยู่ในอาณัติของใคร และทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม โดยปราศจากผลประโยชน์ วุฒิสภาไม่ควรมีพรรคเลือกตั้ง หรือพรรคสรรหา การที่ตนลงชิงตำแหน่งประธานวุฒิสภา ไม่ใช่เป็นเพียงตัวเลือกของสมาชิกวุฒิสภาและเพื่อเป็นจุดยืนของตนด้วยว่าไม่เห็นด้วยกับการแบ่งฝ่าย แบ่งขั้ว แม้เป็นลำน้ำคนละลำน้ำ แต่ลงไปในแม่น้ำก็เป็นแม่น้ำสายเดียวกัน   หากเปรียบประเทศเป็นเรือที่จะไปสู่เป้าหมายและต้องเจอพายุ   วุฒิสภาเปรียบเป็นหางเสือต้องควบคุมไม่ให้หลงทิศทางและต้องรักษาสมดุลไม่เอียงข้างใดข้างหนึ่งจนเรือคว่ำ ซึ่งวุฒิสภาต้องรักษาผลประโยชน์ส่วนรวม ไม่ทำอะไรเพื่อตัวเองเพื่อได้ประโยชน์สูงสุด   ตนไม่เห็นด้วยกับการแบ่งขั้วเป็นการนำไปสู่การแข่งขัน แย่งชิง ทำไมเราไม่สร้างบรรยากาศของการแบ่งปัน ถ้อยทีถ้อยอาศัย ทำอย่างไรเราจะเปลี่ยนแปลงการแข่งขันมาเป็นการแบ่งปัน

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังที่ผู้ถูกเสนอชื่อได้การแสดงวิสัยทัศน์เสร็จสิ้น ส.ว.ได้ลงมติแบบลับ จากนั้นก็จะมีการนับคะแนน ซึ่งผู้ที่จะได้เป็นประธานวุฒิสภาต้องได้รับเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดคือ 75 เสียงจาก 149 คน   ซึ่งหากผู้ได้รับคะแนนเป็นอันดับหนึ่ง ได้คะแนนไม่เกินกึ่งหนึ่งก็จะต้องมีการลงคะแนนใหม่อีกครั้ง

 ซึ่งภายหลังการนับคะแนนเสร็จสิ้น ผลปรากฎว่าพล.อ.ธีระเดช ได้ 91 เสียง นายนิคม ได้ 52 เสียง และนางรสนา ได้ 3 เสียง ซึ่งเสียงที่ลงคะแนนในครั้งนี้เกินกึ่งทำให้พล.อ.ธีระเดช ได้ดำรงตำแหน่งประธานวุฒิสภาในที่สุด

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ธีรเดช มีเพียร ว่าที่ประธานวุฒิสภา ประวัติการทำงานเคยดำรงตำแหน่งเป็นวุฒิสภาปี 2522-2526 เป็นรองผู้บัญชาการศูนย์รัก ษาความปลอดภัยปี 2532-2534 เป็นหัวหน้าฝ่ายเสนาธิการประจำรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด ปี 2536-2538 เป็นเจ้ากรมข่าวทหาร กองบัญชาการทหารสูงสุด ปี 2536-2538 เป็นผู้บัญชาการศูนย์รักษาความปลอดภัย กองบัญชาการทหารสูงสุด ปี 2538 เป็นผู้อำนวยการศูนย์ประสานงาน 114 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน และเป็นผู้บัญชาการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ปี 2539-2540 เป็นผู้อำนวยการองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ปี 2541 เป็นปลัดกระทรวงกลาโหม ปี 2541-2543 เป็นผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา เมื่อ 24 ธ.ค. 2546 - 23 ส.ค. 2550 เป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน เมื่อ 24 ส.ค. 2550 -13 พ.ย. 2550 และเป็นประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน เมื่อ 14 พ.ย. 2550 - 2553

 ส่วนประวัติการศึกษา จบปริญญาวิทยาศาสตร์บัณฑิต โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ปี 2505 จบปริญญารัฐศาสตร์มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเวนย์เสตท มลรัฐมิขิแกน สหรัฐอเมริกา และได้ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์สาขารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง