
รายงาน-ยุทธการ "ล้อมกรอบ-ไล่บี้"
อย่างที่ "คม ชัด ลึก" ได้บอกไปแล้วว่า สถานการณ์การเมืองช่วงนี้เป็นเวลา "พักยก"
เป็นการพักยกจากทั้งฝ่าย "อำนาจรัฐ" และฝ่าย "ทักษิณ ชินวัตร" เพื่อตระเตรียมการรับมือและตอบโต้จากฝ่ายตรงกันข้ามในยกต่อไป
ความเคลื่อนไหวที่จับสัญญาณจากทั้งสองฝ่ายได้ในเวลานี้ จึงเป็นความเคลื่อนไหวที่ต่างฝ่ายต่าง "ล้อมกรอบ-ไล่บี้" ซึ่งกันและกัน
ในแง่ของรัฐบาล ซึ่งอยู่ในสถานการณ์ที่ "เป็นต่อ" เพราะความผิดพลาดในเชิงยุทธศาสตร์ของฝ่าย "เสื้อแดง" ก็ใช้ช่วงเวลานี้ "ตีเหล็กยามร้อน"
พยายามตีกรอบ ขีดวงให้ "ทักษิณ" เหลือพื้นที่การต่อสู้บนเวทีโลกน้อยที่สุด
เพราะในสถานการณ์ที่ "ทักษิณ" ฆ่าตัวตายทางการเมืองด้วยปากตัวเอง หลังจากหลุด "โกหกคำโต" ซ้ำแล้วซ้ำเล่าผ่านการใหสัมภาษณ์สื่อต่างประเทศช่องแล้วช่องเล่า
จึงเป็นโอกาสดีที่รัฐบาลจะอาศัยจังหวะที่ "ทักษิณ" สูญเสียความชอบธรรมในการทวงอำนาจคืนนี้ ออกปฏิบัติการ "ไล่บี้" จากทุกมุมโลก
ความเคลื่อนไหวจากกระทรวงการต่างประเทศเกิดขึ้นเป็นด่านแรกทันทีด้วยการสั่งถอนพาสปอร์ตของ "ทักษิณ" ตั้งแต่วันที่ 12 เมษายน เพื่อบีบให้ต้องกลับมารับโทษที่เมืองไทย แม้ "ทักษิณ" อาจถือพาสปอร์ตประเทศอื่น แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ได้รับความสะดวกสบายเท่าเดิม
เพราะผลงานชิ้นโบแดงของ "ทักษิณ" ในการปลุกระดม ยุยงส่งเสริมให้ "ม็อบเสื้อแดง" ล้มการประชุมสุดยอดอาเซียนบวกสาม บวกหก ก็ได้รับการเผยแพร่ประจานกันไปทั่วโลก
พร้อมกับที่สื่อต่างประเทศแทบทุกสำนัก พุ่งเป้าไปที่ "ทักษิณ" ในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังตัวจริง
ย่อมเป็นอุปสรรคต่อการที่นานาประเทศจะให้ความสะดวกสบาย และให้การยอมรับได้อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ
ขณะเดียวกันมาตรการในด่านต่อมา รัฐบาลมีการประสานกับองค์การตำรวจสากล หรือ "อินเตอร์โพล" ในการไล่ล่าตัว "ทักษิณ" มารับโทษในคดีที่ดินรัชดาฯ
รวมถึงล่าสุดยังตกเป็นผู้ต้องหาในคดี "ล้มล้างรัฐบาล" ที่เพิ่งถูกออกหมายจับไปไม่นานนี้
แน่นอนว่าแม้ "ทักษิณ" จะติดปีกบินด้วยหนังสือเดินทางจากบางประเทศ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เกียรติภูมิบนเวทีโลกของ "ทักษิณ" ดีขึ้นมาแม้แต่น้อย
เพราะชื่อของ "ทักษิณ" ได้ติดอยู่ในหมายแดง หรือ "เรด โนติส" ของอินเตอร์โพลเรียบร้อยแล้ว
ความพยายามตีกรอบ "ทักษิณ" ไปยังประเทศผู้ให้ที่พักพิงอย่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ "ดูไบ" แจ้งให้ทราบถึงพฤติกรรมที่เป็นภัยร้ายแรง
บวกกับมีความเคลื่อนไหวขององค์กรมุสลิมหลายองค์กรในไทย ก็เตรียมยื่นหนังสือที่ "สถานทูตดูไบ" เรียกร้องให้รัฐบาลดูไบไม่ให้ที่พำนักพักอาศัยแก่ "ทักษิณ"
ในฐานะที่ม็อบเสื้อแดงซึ่งเป็นลูกสมุนของ "ทักษิณ" ทำร้ายชาวมุสลิม และยิงปืนเข้าใส่มัสยิดย่านเพชรบุรีเมื่อวันที่ 13 เมษายนที่ผ่านมา นอกจากรัฐบาลจะดำเนินการตีกรอบไปที่ "ทักษิณ" แล้ว ในขณะเดียวกันก็ยังพยายามตัดแขนตัดขา ด้วยการดำเนินคดีกับลูกสมุนที่ก่อเหตุ ด้วยหมายจับหลายใบ
พร้อมทั้งพยายามสกัดช่องทางการสื่อสารทั้งสถานีดีสเตชั่น รวมถึงวิทยุชุมชนคนเสื้อแดงทั่วประเทศ
ขณะที่ในฝ่ายของ "ทักษิณ" เอง ก็ไม่ยอมตกเป็นเป้านิ่งให้ถูกตีกรอบ-ขีดวงอยู่ฝ่ายเดียว ขณะเดียวกันก็เพิ่มความรุนแรงด้วยการเตรียมผลักดันเกม "ลงใต้ดิน"
ท่ามกลางสถานการณ์ที่ "เป็นรอง" นั้น "ทักษิณ" ได้พยายามทุกวิถีทางในการเปิดพื้นที่ให้แก่ตัวเองผ่านสื่อต่างๆ ทั้งในและนอกประเทศ
โดยเฉพาะเนื้อหาการให้สัมภาษณ์หลายครั้งในระยะหลัง ได้พุ่งประเด็นไปที่การ "ก้าวล่วงพระราชอำนาจ" ขอให้ทรงยุติเหตุวุ่นวายที่เกิดขึ้น
นอกจากนั้น "ขบวนการล้มอำมาตยาธิปไตย" ของ "ทักษิณ" ซึ่งมีกลุ่มซ้ายอกหักอยู่เบื้องหลังอีกชั้นหนึ่งก็ยังดำเนินต่อไป โดยเตรียมขยับออกจากที่ตั้งอีกครั้งทันทีที่มีการยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน
สมุนเสื้อแดงที่ยังหนีหมายจับ ไม่ว่าจะเป็น จักรภพ เพ็ญแข, จตุพร พรหมพันธุ์, อดิศร เพียงเกษ ฯลฯ ได้เตรียมแตะมือกับอดีตสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ในการออกมาเคลื่อนไหว โดยเริ่มจากการเปิดเผยภาพทหารถ่ายที่อ้างว่าเสื้อแดงถูกทหารฆ่าตายเป็นหัวเชื้อ
โดยแนวร่วมครั้งนี้จะยิ่งใหญ่กว่าคราวก่อน เพราะใช้สำนักสงฆ์ชื่อดังย่านจ.ปทุมธานี เป็นฐาน เนื่องจากมีเครือข่ายโยงใยทั่วประเทศ ร่วมกับเครือข่ายเสื้อแดงต่างจังหวัดซึ่งรอฟังเสียงนกหวีดอยู่ทุกเมื่อ
นอกจากนั้นยังดำเนินการในระนาบเดียวกับ "แนวร่วมนอกสภา" ไม่ว่าจะเป็น ครส. หรือ สนนท.ในการเปิดประเด็นผู้สูญหายและเสียชีวิตจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมแต่ถูกปกปิดซ่อนเร้น เพื่อดิสเครดิตปฏิบัติการของรัฐบาล-ทหาร-ตำรวจด้วยอีกแรงในการใช้ความรุนแรงการสลายการชุมนุม และปกปิดซ่อนเร้นศพ
ยุทธศาสตร์สำคัญที่จะนำมาใช้ในครั้งนี้คือการ "โฆษณาชวนเชื่อ" เชื่อได้ว่าหลังจากระฆัง "ยกสอง" ดังขึ้น การต่อสู้จะทวีความเข้มข้นและรุนแรงกว่าครั้งที่ผ่านมา
เพราะงานนี้...ไม่เพียงแค่ความอยู่รอดปลอดภัยของ "ทักษิณ" เท่านั้น
หากยังรวมถึงแนวร่วมโค่นล้มระบอบอำมาตยาธิปไตย โดยเฉพาะ "กลุ่มซ้ายอกหัก" ที่ฝังแค้นมานานหลายสิบปี
ต้องอยู่ในภาวะเสี่ยงที่จะถูก "ถอนรากถอนโคน" ไปพร้อมๆ กัน !
โต๊ะข่าวการเมือง



