
คาดท่องเที่ยวปีนี้รายสูญเกือบ2แสนล้านเลิกจ้าง2.75แสนคน
ธุรกิจท่องเที่ยวคาดปีนี้สูญรายได้เกือบ 2 แสนล้านบาท ยอดเลิกจ้างพุ่ง 2.75 แสนคน แนะรัฐเร่งประชาสัมพันธ์ในตลาดท่องเที่ยวหลัก รอความชัดเจนก่อนค่อยออกโรดโชว์ ใช้เวทีไทยแลนด์ ทราเวล มาร์ท สร้างภาพลักษณ์ ขอรัฐอุดหนุนสภาพคล่องอย่างเร็ว เฟสต้าชงปัดฝุ่นแผนฟื้นฟูท่
นายกงกฤช หิรัญกิจ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าวว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์วุ่นวายทางการเมืองอย่างมาก คาดว่าจะมีแรงงานในธุรกิจท่องเที่ยวถูกเลิกจ้างประมาณ 2.75 แสนคน หรือคิดเป็น 10% ของแรงงานที่มีอยู่ 2.57 ล้านคน ยังไม่นับรวมผลกระทบต่อการจ้างงานทางอ้อมที่มีอยู่อีกจำนวนกว่า 2 ล้านคน จากนี้ไปจะเห็นการทยอยลดการจ้างงาน รวมถึงการลดผลตอบแทนของแรงงานในรูปแบบต่างๆ เช่น การเพิ่มจำนวนวันหยุด การลดค่าตอบแทนสวัสดิการ และการลดเงินเดือนในท้ายที่สุด
ส่วนรายได้จากการท่องเที่ยวในปีนี้ จะมีรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างประเทศเพียง 3.5 แสนล้านบาท ลดลง 35% จากปี 2551 ที่มีรายได้ราว 5.4 แสนล้านบาท และคาดว่าปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเมืองไทยเพียง 10.86 ล้านคน หรือลดลง 22% จากปี 2551 ที่มีนักท่องเที่ยวราว 14 ล้านคน ขณะที่อัตราค่าบริการต่างๆ ในภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจะลดลงประมาณ 12.5%
สำหรับแนวทางและมาตรการในการเยียวยาสถานการณ์ท่องเที่ยวนั้น มีข้อเสนอดังนี้ ในส่วนของมาตรการกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ขณะนี้ควรใช้มาตรการด้านประชาสัมพันธ์อย่างเร่งด่วนไปยังตลาดนักท่องเที่ยวที่สำคัญของไทย เช่น ตลาดเอเชีย ตลาดยุโรป และกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ส่วนการออกโรดโชว์เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต้องรอให้มีความชัดเจนเรื่องความสงบสุขอย่างแท้จริงก่อน เพราะสถานการณ์ความไม่สงบเพิ่งเริ่มคลี่คลาย และยังมีการชุมนุมอยู่ประปราย
ขณะที่ สทท.พร้อมร่วมกับรัฐบาลในการเจรจากับทุกสายการบิน ให้ยังคงเส้นทางการบินมายังประเทศไทย โดยไม่ลดหรือยกเลิก พร้อมทั้งร่วมจัดแพ็กเกจ อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ แกรนด์เซลส์ เข้ามาประเทศไทยโดยเร็วที่สุด และให้รัฐบาลให้สิ่งจูงใจหรือความช่วยเหลือเท่าที่จะทำได้
นายกงกฤชกล่าวว่า ต้องการให้รัฐบาลใช้งานไทยแลนด์ แทรเวล มาร์ท ที่จะจัดในเดือนมิถุนายน 2552 เป็นงานที่ช่วยสร้างภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวของประเทศอย่างจริงจัง โดยร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้ง ททท. สายการบิน บริษัทนำเที่ยว โรงแรม และผู้ประกอบการท่องเที่ยว
นอกจากนี้ ขอให้รัฐบาลขยายระยะเวลามาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวที่ได้อนุมัติไว้แล้วออกไปอีกจนถึงสิ้นปี 2552 เช่น มาตรการยกเลิกค่าธรรมเนียมวีซ่านักท่องเที่ยว การลดค่าลงจอดของเครื่องบิน (Landing Fee) และค่าเข้าอุทยานแห่งชาติ เป็นต้น รวมถึงสร้างความมั่นใจให้แก่นักท่องเที่ยว โดยให้รัฐบาลร่วมกับสมาคมประกันภัยทำประกันให้นักท่องเที่ยวในการชดเชยความเสียหายอันเกิดจากความวุ่นวายทางการเมืองในประเทศ
ด้านมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการ ต้องการให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือในเรื่องสภาพคล่องเพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้ โดยจัดหาสินเชื่อผ่อนปรนทั้งเงื่อนไขและดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ให้มีการผ่อนชำระค่าภาษีต่างๆ ภายในระยะเวลา 2 ปี เช่น ภาษีโรงเรือน ภาษีอบจ. ภาษีมูลค่าเพิ่ม และเงินนำส่งประกันสังคม เป็นต้น รวมถึงสนับสนุนงบประมาณให้ผู้ประกอบการได้มีการฝึกอบรมภายในธุรกิจเพื่อลดการเลิกจ้างแรงงาน และสนับสนุนการทำตลาดของภาคเอกชนโดยจัดงบอุดหนุนในการเข้าร่วมงานขายด้านการท่องเที่ยวต่างๆ
"จุดยืนของสทท.เห็นว่าเป็นเรื่องดีที่รัฐบาลพยายามหาทางยุติความขัดแย้งที่รุนแรงได้โดยเร็ว โดยมีความสูญเสียน้อยที่สุด และขอขอบคุณกลุ่มพลังเสื้อแดงที่ยุติการชุมนุมโดยเร็วเช่นกัน พร้อมกับขอให้ประชาชนทุกฝ่ายร่วมกันนำมาซึ่งความสงบสุขของประเทศ" นายกงกฤชกล่าว
ประธาน สทท. กล่าวถึงการประกาศพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ว่าเป็นสิ่งที่มีผลกระทบด้านลบต่อความเชื่อมั่นของต่างประเทศ และจะกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศโดยรวม แต่ภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งที่รุนแรงนี้ สทท.เห็นถึงความจำเป็นของรัฐบาลในการประกาศพ.ร.ก.ดังกล่าว ส่วนการยกเลิกนั้น ควรกระทำเมื่อรัฐบาลมีความมั่นใจต่อสถานการณ์ว่าอยู่ในความสงบสุขเรียบร้อยแล้วอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ 8 สมาคมท่องเที่ยว ในนามเฟสต้า ยังได้ร่วมกันแถลงถึงแนวทางที่จะใช้รับมือกับวิกฤติการณ์ท่องเที่ยวในครั้งนี้ว่า จะนำแผนฟื้นฟูการท่องเที่ยวหลังภัยพิบัติสึนามิเมื่อปี 2547 มาปรับใช้ และนำเสนอต่อรัฐบาลโดยเฉพาะในเรื่องการเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ธุรกิจ
นายอภิชาติ สังฆอารี นายกสามาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า ได้เสนอให้รัฐบาลออกพันธบัตรระยะเวลา 4 ปี เพื่อระดมทุนหาเงินมาแก้วิกฤติเหมือนครั้งคลื่นยักษ์สึนามิ เพราะจะทำให้ได้เงินเร็วกว่ารูปแบบที่ใช้อยู่ตอนนี้ เนื่องจากธนาคารระมัดระวังเรื่องการปล่อยสินเชื่อมาก และภาคเอกชนท่องเที่ยวจะรื้อแผนฟื้นฟูสึนามิมาปรับใช้กับวิกฤติครั้งนี้ด้วย อย่างไรก็ตาม จะร่วมกับกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา เร่งสรุปตัวเลขทั้งหมดทั้งวงเงิน แรงงานและผลกระทบ เพื่อเตรียมจัดทำแผนเข้าที่ประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากการปิดสนามบิน ที่มีนายชุมพล ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวฯ เป็นประธานในวันที่ 21 เมษายนนี้
“สิ่งที่ภาคเอกชนท่องเที่ยวต้องการคือ ความรวดเร็วในการอนุมัติเงินกู้เสริมสภาพคล่อง ในวันนี้เราเลิกพูดเรื่องตัวเลขนักท่องเที่ยว 14 ล้านคนแล้ว หากเงินออกได้ไวก็อาจจะได้เห็นตัวเลข 12 ล้านคน แต่หากการช่วยเหลือช้าก็คงได้เห็นตัวเลขนักท่องเที่ยวต่ำกว่า 10 ล้านคน” นายอภิชาติกล่าว
นายเจริญ วังอนานนท์ นายกสมาคมไทยบริการการท่องเที่ยว (ทีทีเอเอ) กล่าวหลังจากเข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ว่าได้ชี้แจงถึงปัญหาท่องเที่ยวที่เกิดจากการประกาศใช้ พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน ว่านอกจากจะทำให้ภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวเสียไปแล้ว แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ หากนักท่องเที่ยวเดินทางมาเมืองไทยในช่วงที่อยู่ระหว่างการใช้ พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน ประกันภัยหรือประกันชีวิตจะไม่คุ้มครอง ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจในการเดินทางอย่างมาก
“ผู้ประกอบการเข้าใจรัฐบาล และเห็นใจท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ แต่อยากให้ทำบ้านเมืองให้สงบและยกเลิกการใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินโดยเร็วที่สุด ก็ขอไปว่าให้ยกเลิกภายใน 1 เดือน แต่ทางนายกฯ ก็บอกว่าน่าจะยกเลิกได้ภายใน 5 หรือ 7 วันนี้” นายเจริญ กล่าว



