
"ชิงประธาน"สงครามตัวแทนสภาสูง
ศึกชิงเก้าอี้ "ประธานวุฒิสภา" แทน "ประสพสุข บุญเดช" ที่พ้นจากตำแหน่งตามวาระ ในวันที่ 22 เมษายนนี้ หลังจากมีความเคลื่อนไหวของสมาชิกวุฒิสภากันอย่างคึกคักตลอดสัปดาห์
การเลือกตั้ง "ประธานวุฒิสภา" ครั้งนี้ คู่ชิงเป็นส.ว.สรรหา กับ ส.ว.เลือกตั้ง โดย "ส.ว.สรรหา" ได้เสนอชื่อ "พล.อ.ธีรเดช มีเพียร” อดีตประธานผู้ตรวจการ ลงชิงชัย ขณะที่ "ส.ว.เลือกตั้ง" ส่ง ”นิคม ไวยรัชพานิช” รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 ลงชิงเก้าอี้
ซึ่งก่อนหน้านี้มีชื่อ "ดิเรก ถึงฝั่ง" ส.ว.นนทบุรี จะร่วมชิงเก้าอี้ "ประธานวุฒิสภา" อีกคน แต่สมาชิกวุฒิสภาสายเลือกตั้งเห็นว่าจะเป็นการไปตัดคะแนน "ส.ว.เลือกตั้ง" ด้วยกันเอง
และโอกาสที่จะมี "ส.ว.สายเลือกตั้ง” นั่งเก้าอี้ประธานสภาสูง จะเป็น “ศูนย์” ดังนั้นเพื่อให้สู่เป้าหมาย จึงมีลงมติสุดท้ายก็เป็น "นิคม” ลงชิงเก้าอี้ประธานสภาสูงในที่สุด
การช่วงชิงเก้าอี้ประธานวุฒิสภามีการเดินสายขอคะแนนจากเพื่อนสมาชิกกันอย่างคึกคัก โดยเฉพาะ "พล.อ.ธีรเดช" จะมีส.ว. "สายราชการและ 40 ส.ว." บางคนให้การสนับสนุน
แต่การเลือกตั้ง "ประธานวุฒิสภา" ครั้งนี้ ส.ว.เลือกตั้งผนึกกันหนาแน่นกว่าสมัยเลือก "ประสพสุข" เพราะครั้งนั้น ส.ว.เลือกตั้งเสียงแตก ทำให้ "ประสพสุข" ซึ่งมาจาก ส.ว.สรรหา ได้รับเลือกเป็นประธาน
ที่สำคัญก่อนการเลือกตั้งตำแหน่ง "ประธานวุฒิสภา" เพียงวันเดียว "พล.อ.ธีรเดช" ก็ถูกฝ่ายค้านเรียกร้องให้ถอนตัวจากการชิงเก้าอี้ "ประธานส.ว." โดยระบุว่า "พล.อ.ธีรเดช" เคยถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด และเคยถูกอัยการสูงสุดฟ้องศาลอาญาในข้อหากระทำการอันน่าจะทุจริตต่อหน้าที่ กรณีการขึ้นเงินเดือนให้แก่ตนเองและพวกในสมัยดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน จึงอยากให้ถอนตัวเพื่อความเหมาะสม
สุดท้ายคงต้องรอลุ้นว่า ส.ว.สายไหนจะได้รับชัยชนะในครั้งนี้ เพราะถือเป็นสงครามตัวแทนระหว่าง "ส.ว.สรรหา" กับ "ส.ว.เลือกตั้ง" สงครามตัวแทนไม่ใช่แค่ตำแหน่ง "ประธานวุฒิสภา" เท่านั้น แต่จะลามไปถึงการจัดสรรตัว ”ประธานคณะกรรมาธิการ” ชุดต่างๆ ซึ่งตัวแทนใครได้ "ที่นั่ง" มาก ย่อมการันตีได้ว่า ผลการทำงานย่อมไปตามเสียงที่มากกว่า และใครเป็นตัวแทนใคร ย่อมรู้กัน การทำงานในวุฒิสภาไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงไม่พ้นคำว่า “ต่างตอบแทน”
สภาสูง จึงไม่แตกต่างกับ สภาล่าง ที่ช่วงชิงผลประโยชน์ โดยที่สภาล่างกำลังเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง พรรคการเมืองทุกพรรคเริ่มขยับตัวทุกด้าน เพื่อลงเลือกตั้ง โดยหวัง ”ที่นั่ง” ส.ส.ให้มากที่สุด ทั้งฝ่ายค้านที่ถูก ”นายใหญ่” สั่งการ ทั้งฝ่ายรัฐบาลที่ทำทุกอย่างเพื่อรักษาอำนาจในการเป็นผู้นำรัฐ เมื่อมองข้ามช็อตไปถึงการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในเร็วๆ นี้ หากฝ่ายตรงข้ามผู้มีอำนาจได้ส.ส.มาก เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมาจริงๆ อย่างน้อยประเด็นหนึ่งที่ฝ่ายตรงข้ามพูดบ่อยๆว่า หากเป็นรัฐบาลจะ ”ออกกฎหมายนิรโทษกรรม” ให้แก่คนบางคนที่อยู่นอกประเทศก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เพราะต้องผ่านด่านสภาสูงให้ได้ด้วย
หากมาไล่เรียงรายชื่อส.ว.สรรหา 73 คน ภายใต้การลงมติเลือกของกรรมการสรรหา ส.ว.หรือ 6 อรหันต์ เพราะส.ว.ทั้ง 73 คน ไม่ได้ทำให้สังคม "ฮือฮา" เพราะส่วนใหญ่ตรงตามโผที่สื่อได้คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ แม้จะผิดไปบ้างที่ชื่อของ “นาม แย้มยิ้ม-อุดม เฟื่องฟุ้ง” ที่หลุดโผ แต่ 73 คนก็มา "ตามนัด”
ทั้งสาย คมช. ส.ว.สรรหาชุดเดิมที่เข้ามาถึง 31 คน โดยเป็นกลุ่มส.ว.40 กว่า 15 คน นอกนั้นก็เป็นนายทุนพรรคการเมืองผู้ใกล้ชิดผู้มีอำนาจ แต่ต้องยอมรับว่า ส.ว.สรรหาส่วนใหญ่มีความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์ ที่สามารถเข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย แต่ที่มาของส.ว.เหล่านี้ก็ยังเป็นที่กังขาของสังคม
ดังนั้นกาลเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าสมาชิกเหล่านี้จะทำหน้าที่เหมาะสมกับคำว่า “ผู้แทนปวงชนชาวไทย" หรือแค่เป็น ”ตรายาง” ให้แก่ผู้มีอำนาจในบ้านเมือง
ประภาศรี โอสถานนท์ ,สมถวิล เทพสวัสดิ์



