ข่าว

 “ประโยชน์-สุข”กับ“สถาบัน”ใกล้ตัว

“ประโยชน์-สุข”กับ“สถาบัน”ใกล้ตัว

22 เม.ย. 2554

เมื่อวันหยุด “ตรุษสงกรานต์” ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสกลับ “บ้าน” ที่ต่างจังหวัด เพื่อไปรดน้ำดำหัวผู้หลักผู้ใหญ่ ซึ่ง “บ้าน” ทรุดโทรมลงไปตามกาลเวลา แต่ถ้าสามารถมองข้าม “มิติ” ของเวลาผ่านความไม่สมบูรณ์

 มองผ่านความเก่าและรูปแบบที่อาจจะไม่ทันสมัยที่เคยใช้ชีวิตในช่วงเยาว์วัยอันแสนสุขก็จะรับรู้ในทันทีว่า ถึงแม้ชีวิตภายนอก “บ้าน” จะเผชิญกับ “วิกฤติ” มานับครั้งไม่ถ้วน ในบางครั้งดูเหมือนว่าจะหนักหนาสาหัส แต่พอได้กลับถึง “บ้าน” ปัญหาทุกอย่างที่เคยแบกไว้จะถูกถอดกองทิ้งไว้ที่หน้าประตู ทำให้ผมเชื่อว่า “บ้าน” เป็นที่บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์รุ่นแล้วรุ่นเล่า เป็น “สถาบัน” ใกล้ตัวเล็กๆ ที่เปรียบเสมือนฐานรากของพีระมิด ที่สังคมไทยในปัจจุบันมองข้ามความสำคัญ ผมมีความเชื่ออยู่ตลอดเวลาว่าสังคมไทยจะก้าวไปข้างหน้าอย่างยืนยงมั่นคงได้ก็ต้องอาศัย “สถาบัน” นี้ “ค้ำจุน” ไว้ 

 ผมเคยสังเกตมาหลายครั้งก็พบว่าถ้าอยากรู้ว่าคนคนนี้เป็นคนอย่างไร มีทัศนคติในการมองโลกอย่างไร ก็ให้กลับไปดูที่ “บ้าน” ว่าถูกบ่มเพาะเลี้ยงดูมาอย่างไร เพราะ “บ้าน” ถ้าเปรียบกับ “สถาบัน” ก็เป็นเสมือนแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญตั้งแต่แรกเกิด กระบวนการส่งถ่ายจากรุ่นสู่รุ่นก็เกิดขึ้นที่ “บ้าน” จนกลายเป็นขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม การกินอยู่ เกิดเป็นวิถีการดำรงชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะบ้าน เฉพาะหมู่บ้าน เฉพาะท้องถิ่น เมื่อนำมาหลอมรวมกันแล้วก็กลายเป็น โครงข่ายทางวัฒนธรรม (Cultural Matrix) ที่เกี่ยวร้อยผู้คนเข้าด้วยกัน อีกทั้งยังขยายวงกว้างออกไปเป็นชุมชน เป็นตำบล เป็นอำเภอ เป็นจังหวัด ขยายเป็นภาค รวมร้อยกันเป็นประเทศในที่สุดครับ   

 ดังนั้นเมื่อ “สถาบัน” ใกล้ตัวที่เรียกว่า “บ้าน” เข้มแข็งอุดมไปด้วย “ประโยชน์+สุข” วิถีการดำเนินชีวิตก็จะสะท้อนออกมาเห็นชัดในรูปแบบของการกิน การอยู่ การแต่งตัว ตลอดจนภาษาที่ใช้ เกิดเป็น “มรดกทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญา” ที่มีค่าที่สุด เป็นเรื่องที่น่าแปลกไหมครับว่าสิ่งที่มีค่าที่สุดนี้มีอยู่จริงแต่แท้จริงแล้วจับต้องไม่ได้  (Intangible Heritage) ซึ่งบางครั้งผมมักจะเรียกว่า “ของดี มีอยู่” ก็อย่าเผลอหลงเห่อไปกับวัฒนธรรม “แดกด่วน” ที่มาพร้อมกับลัทธิ “บริโภคนิยม” ที่บรรดาแสง สี เสียงและเทคโนโลยีที่เย้ายวนยั่วใจเหล่านี้ มาพร้อมกับความ “ทันสมัย” แบบฉาบฉวยจอมปลอมที่กำลังกัดกร่อนบ่อนทำลาย “สถาบัน” ที่ใกล้ตัวนี้ให้ล่มสลายลงครับ

 การที่ผมได้กลับไป “บ้านเกิด” มีโอกาสเดินทอดน่องสำรวจสภาพแวดล้อมที่แปรเปลี่ยนไปอย่างช้าๆ ได้มีโอกาสนั่งเงียบๆ พร้อมหนังสือคู่ใจตรงบริเวณชานบ้านที่เคยวิ่งเล่นในวัยเด็ก ทำให้ผมได้ฉุกคิดว่าการก้าวไปข้างหน้าแบบก้าวกระโดดของสังคมไทยในทุกๆ ด้าน กำลังทำลาย “สถาบัน” อันเป็น “ของดี มีอยู่” ที่สำคัญที่สุดและมีคุณค่าที่สุด จะว่าไปแล้ว  “บ้าน” คือ “สถาบันครอบครัว” ซึ่งคำว่า “ครอบครัว” กินใจผมมาก เพราะหมายถึงการ “ครอบลงบนครัว” โดย “ครัว” เป็นหัวใจสำคัญประการหนึ่งของ “บ้าน” เมื่อ “บ้าน” ถูกทำลายหรือทำให้ด้อยค่า “ครัว” ก็ถูกทำลายหรือทำให้ด้อยค่าลงไปเช่นกัน

 พอได้คิดเช่นนี้ผมเชื่อว่าสังคมไทยจะประคองตัวให้อยู่รอดปลอดภัยจาก “วิกฤติ” ต่างๆ ที่รุมเร้าได้ก็ต้องหันกลับไปอนุรักษ์ สืบสานและพัฒนา “สถาบัน” ใกล้ตัวนี้ให้คืนกลับมาดีเช่นเคยเป็นเพราะในยามนี้ผมมีความรู้สึกว่าคนไทยได้ละทิ้ง “บ้าน” ละทิ้ง “ประโยชน์+ความสุข” ที่เคยได้รับจาก “บ้าน” กันไปมากจนเกินพอดีไปเสียแล้ว ดังนั้น เมื่อ “สถาบัน” ที่ใกล้ตัว ซึ่งเป็น “รากฐาน” สำคัญของ “สังคม” ขาดความ “สมดุล” ผู้คนเลยตกอยู่ในสภาวะสับสน จับต้นชนปลายไม่ถูก เพราะไม่รู้จักทั้งอดีต ปัจจุบัน ไปจนอนาคตว่าจะมุ่งพัฒนาก้าวเดินไปข้างหน้าในทิศทางไหนหรือจะใช้ชีวิตกันอย่างไรเมื่อตกอยู่ในสภาวะเช่นนี้จึงไม่น่าแปลกใจครับว่าสังคมไทยจึงทำได้แค่เพียงแค่ประคองให้ตัวเองอยู่รอดปลอดภัยไปวันๆ หนึ่ง ดังเช่นในปัจจุบันนี้ครับ

ภัทรพล เวทยสุภรณ์