
โอกาสของสุพล
กลายเป็นพวกปากกล้าขาสั่นไปซะแล้ว บรรดากรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย ที่ล่าสุดก็ค่อยๆ ทยอยโบกมือลาจากการเป็นกรรมการบริการพรรคไปเรียบร้อยแล้ว
หลังจากใครต่อใครหลายคน ก็มาถึงคิว สุพล ฟองงาม เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ที่ตัดใจทิ้งเก้าอี้ “แม่บ้าน” พรรคไปเรียบร้อยแล้ว
กระแสข่าวก่อนหน้านี้บอกว่า บรรดากรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยที่ทยอยทิ้งเก้าอี้ไปนั้น เพราะมองเห็นอนาคตทางการเมืองแล้วว่า “เสี่ยง”
ก็เริ่มตั้งแต่เสื้อแดงชุมนุม จนปะทะกับเจ้าหน้าที่ที่แยกคอกวัว จนมาถึงที่แยกราชประสงค์นั่นแหละ
แต่ในรายของสุพล แม้เจ้าตัวพยายามเก็บตัวเงียบ แต่ก็มีกระแสข่าวว่า ที่ต้องตัดใจทิ้งเก้าอี้ เพราะเจอความตั้งอกตั้งใจ และผ่านการใคร่ครวญแล้วของ จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำเสื้อแดง ที่เป็นนักการเมืองเพียงรายเดียวที่ยังไม่สัมผัสกับคุก ขึ้นปราศรัยบนเวทีเสื้อแดงเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2554
ก็อย่างที่เป็นข่าว แค่ร่วมเวที ปรบมือให้กำลังใจ ดีเอสไอก็ยังถือว่าเป็นผู้ให้การสนับสนุน ก็โดนกันทั้งกระบิ
แล้วคนพวกนั้น ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เห็นหน้าเห็นหนวดกันที่พรรคเพื่อไทยทั้งนั้น
เมื่อเป็นอย่างนี้ โอกาสที่จะถูกโยงเรื่องให้เข้า โยนไฟเข้าใส่พรรคลุกลามใหญ่โต จากแค่รายบุคคลกลายเป็นเหมาเข่ง ประเหมาะเคราะห์ร้าย พรรคโดนยุบ ตนเองก็ไม่ถูกสั่งให้เว้นวรรคทางการเมือง 5 ปี ทั้งที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไรด้วย
จะว่าไป ถ้า สุพล โบกมือลาด้วยเหตุผลยอดฮิต เช่นเดียวกับที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ยกมาพูดได้อย่างหล่อ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
ยิ่งหากสุพลบอกต่อไปอีกว่า ทนไม่ได้กับการอยู่ร่วมกับพวกที่พาดพิงสถาบัน ก็น่าจะหล่อเสียยิ่งกว่าบิ๊กจิ๋ว
แต่ก็อย่างว่าแหละ บุคลิกอย่าง สุพล คงไม่ “ใส่” จนเต็มสตรีมขนาดนั้นเป็นแน่
ก็คงจะลากออกไปแล้วทำตัวโลว์โปรไฟล์ รอจังหวะเสียมากกว่า
แต่เรื่องพรรค์นี้ โอกาสมันมีไม่มากนัก
ยิ่งเป็นนักการเมืองมันต้องตัดสินใจเด็ดขาด ฉับไว
แต่หากตัดสินใจช้า แถมยังพลาด ผลที่ออกมามันก็จะเป็นคนละเรื่องจากที่คาดหวังเอาไว้
ดูพ่อใหญ่จิ๋วนั่นปะไร จากที่ก่อนหน้านี้ใครต่อใครก็ว่า “เลือกการเมือง” แต่พอออกแถลงการณ์รับไม่ได้กับการพาดพิงสถาบัน แววหล่อก็ฉายจับเลยทีเดียว
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ หรือผิดผี ผิดประเพณี ก็แค่เอ่ยปากออกมาว่า ที่ออก เพราะจะไปปกป้องสถาบัน แล้วทำให้ได้อย่างที่ปากว่าเท่านั้นแหละ
ศรายุทธ สายคำมี
[email protected]



