ข่าว

ลับ ลวง พราง...จับ 3 นักวินาศกรรม

ลับ ลวง พราง...จับ 3 นักวินาศกรรม

16 เม.ย. 2552

ก่อนการประกาศยุติการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในวันที่ 14 เมษายน เพียงไม่กี่ชั่วโมง รองฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ ก็มีบิ๊กเซอร์ไพรส์ชิ้นใหญ่ให้รัฐบาล เมื่อตำรวจสามารถจับกุม 3 ผู้ต้องหาเตรียมก่อวินาศกรรมแบงก์กรุงเทพ สำนักงานใหญ่ และอาคารซีพี ทาวเวอร์ ถนนสีลม

 ดูเหมือนว่ารองนายกฯ สุเทพจะระแคะระคายล่วงหน้ามาก่อน ถึงขนาดเย็นวันที่ 13 เมษายน ขณะออกมาชี้แจงสถานการณ์การชุมนุมผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย (ทรท.) ก่อนปิดท้ายได้แง้มๆ ข้อมูลออกมาเป็นการชิมลาง ทำนองคืนนี้อาจจะมีการก่อวินาศกรรมของผู้ไม่หวังดี

 วันรุ่งขึ้นเลยเป็นที่มาของแถลงการณ์จับ 3 ผู้ต้องหาเตรียมก่อวินาศกรรม พร้อมด้วยหลักฐานอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งอาวุธปืน เครื่องกระสุน น้ำมันเชื้อเพลิงบรรจุขวดน้ำหวาน ฯลฯ โดยทั้ง 3 คนล้วนแต่เป็นชายวัยกลางคนอายุ 50 ปีขึ้นไปแล้วทั้งสิ้น

 เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า...ตำรวจกองบังคับการตำรวจและปฏิบัติการพิเศษ (บก.ตปพ.) และกองบังคับการตำรวจนครบาล 8 (บก.น.8) ได้รับแจ้งจากสายลับว่า มีคนมาจ้างวานให้ไปปาระเบิดใส่อาคารซีพีและแบงก์กรุงเทพ สำนักงานใหญ่

 เมื่อตำรวจรับรู้เลยวางแผนและสืบสวนจับกุม โดยมีการนัดหมายกันที่สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส ช่องนนทรี ตอน 2 ทุ่ม 40 นาที วันที่ 13 เมษายน 2552 เมื่อไปถึงตำรวจและสายลับได้พบผู้ต้องหาทั้ง 3 คน อยู่ในรถกระบะโตโยต้า วีโก้ สีเทา ทะเบียน บท 2541 บุรีรัมย์ เลยแสดงตัวจับกุมได้พร้อมของกลางที่เตรียมไว้ก่อเหตุป่วนเมือง นอกจากนี้ ยังยึดธนบัตรที่สายลับระบุว่า เป็นเงินค่าจ้างให้ไปปาระเบิด 5,000 บาท โดยจ่ายล่วงหน้าไปแล้ว 2,000 บาท   

 การก่อวินาศกรรมครั้งนี้ ราคาถูกเพียงแค่ 5,000 บาท เลยทำให้สังคมคนขี้สงสัยอดคิดไปไม่ได้ว่า มันจะเหมือนกับคดีอื่นๆ ก่อนหน้านี้ ที่ว่ากันว่าล้วนสะดวกง่ายดายจนยากจะเชื่อได้ว่าเป็นของจริง

 ประเด็นข้อสงสัยส่วนใหญ่ก็ตั้งอยู่บนสมมติฐานพื้นๆ เริ่มจากหน่วยงานด้านการข่าวหลายหน่วย มีการประเมินสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงแล้วลงความเห็นว่า น่าจะมีการก่อความวุ่นวายขึ้น แต่การข่าวก็ไม่ชัดถึงกับชี้ปักลงไปได้ว่าจะเป็นที่ใดในกรุงเทพฯ

 แต่แล้วเย็นวันที่ 13 เมษายน ในขณะที่ความวุ่นวายขยายวงไปตามจุดต่างๆ ทั่วกรุงเทพฯ รองนายกฯ สุเทพก็ออกมาแถลงสถานการณ์ ก่อนจะกล่าวถึงเรื่องความพยายามก่อวินาศกรรมของฝ่ายตรงข้าม  

 ถ้อยแถลงของรองนายกฯ อาจจะไม่มีอะไรสลักสำคัญไปกว่าความคาดหมายถึงสถานการณ์ที่น่าจะเกิดขึ้นได้ จนกระทั่งวันรุ่งขึ้นก็มีข่าวการจับกุม 3 ผู้ต้องหาจ้างวานให้ก่อวินาศกรรมเกิดขึ้น

 ช่วงระยะเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง ทำไมถึงมีอะไรเกิดขึ้นได้มากมายขนาดนั้น นั่นคือความฉงนสนใจใคร่รู้และหาคำตอบของสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนแต่ส่งผลดีต่อรัฐบาล

 แน่นอนว่า ไม่มีใครต้องการเห็นความรุนแรงและความสูญเสีย ทว่า รัฐบาลก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ได้รับประโยชน์จากเรื่องนี้ไปเต็มๆ

 เมื่อนำมาประมวลเข้ากับราคาค่าเหนื่อยจากการลงแรงทำเรื่องร้ายแรงขนาดนี้มีแค่ 5,000 บาท ถือว่าน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย ทั้งที่สถานที่เป้าหมายเป็นถึงแบงก์กรุงเทพ สำนักงานใหญ่ ถนนสีลม และอาคารซีพี ทาวเวอร์   5,000 บาทสำหรับนักเลงหัวไม้ ขี้เหล้าเมายา ถือว่าไม่น้อย แต่ก็ไม่มากถึงกับต้องยอมเสี่ยง และงานลักษณะนี้ไม่สามารถทำได้คนเดียว เมื่อมีคนอื่นมาร่วมด้วย ค่าจ้างก็ต้องถูกแบ่งสันปันส่วนให้เท่าๆ กัน ถ้าทำ 2 คน ก็ได้ไปแค่คนละ 2,500 บาทเท่านั้น !?!

 คนขี้สงสัยยังตั้งข้อสงสัยต่อจุดนัดหมายรับของไปก่อวินาศกรรม ไม่ว่าใครฝ่ายไหนจะเป็นคนนัด สายลับเองหรือว่าฝ่ายผู้จ้างวาน เหตุใดถึงนัดหมายกันที่สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส ช่องนนทรี เพราะบริเวณนั้นที่จอดรถจอดราไม่ค่อยสะดวกสักเท่าไร แม้รถจะมีไม่มาก แต่ก็ยากจะทำใจได้เมื่อต้องนัดกันในที่ชุมนุมชนอย่างนั้น

 แล้วทำไมถึงต้องเป็นแบงก์กรุงเทพ สำนักงานใหญ่ และอาคารซีพี บนถนนสีลม ซึ่งเป็นถนนเศรษฐกิจเส้นเลือดใหญ่ มีกำลังทหารดูแลอยู่ ผู้ต้องหาทั้ง 3 คน ตื้นเขินถึงขนาดแยกไม่ออกเลยหรือไม่ หากจะก่อวินาศกรรมแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ใดก็ส่งผลไม่ต่างกัน หากมองข้ามนัยเชิงสัญลักษณ์ของตัวอาคารสถานที่ 

 สุดท้ายมีการตั้งคำถามว่า เหตุใดถึงต้องเป็นรถทะเบียนบุรีรัมย์ เป็นแค่เหตุบังเอิญจริงๆ หรือเป็นเรื่องจริงที่สอดรับกับเหตุการณ์ที่ว่า บุรีรัมย์เป็นอาณาจักรของตระกูล "ชิดชอบ" เมื่อครั้งกลุ่มเสื้อแดงบุกยึด รร.รอยัล คลิฟ บีท รีสอร์ท ที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี จนการประชุมสุดยอดอาเซียนต้องล้มเลิกกลางคัน แล้วเกิดปะทะกับกลุ่มคนเสื้อน้ำเงิน ที่หลายคนเชื่อกันว่า "เนวิน" อยู่เบื้องหลัง

 การจับกุมผู้จ้างวานก่อวินาศกรรมบนรถทะเบียน จ.บุรีรัมย์ จะช่วยทำให้สายตาคนภายนอกที่จับจ้องอยู่ได้ตระหนักรู้ว่า รัฐบาลจะดำเนินคดีกับทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการก่อความไม่สงบอย่างไม่ไว้หน้า ไม่ว่าฝ่ายใดก็ตาม
 แต่ไม่ว่าจะมองในแง่มุมไหน ประเทศไทยวันนี้ยังโชคดี ที่ความวุ่นวายจบลงก่อนจะเกิดความสูญเสีย อย่างที่ประวัติศาสตร์การเมืองได้จารึกเอาไว้นับครั้งไม่ถ้วน