
นโยบายดีมีหรือจะสำเร็จดั่งมั่นหมาย?
ได้ฟังและพูดคุยกับผู้ที่รับผิดชอบโดยตรงกับหน่วยความมั่นคง ที่ขะมักเขม้นกับความพยายามในการหาแนวทางที่เหมาะสมเพื่อแก้ไขความไม่สงบในภาคใต้ในปัจจุบัน ดูเหมือนจะมีการประสานร่วมและสอดรับกันทั้งยุทธศาสตร์และยุทธวิธีในระดับแนวดิ่งที่ชัดเจนมากขึ้น
กล่าวคือแนวทางและนโยบายของกองทัพได้รับการวางกฎเกณฑ์รายละเอียดเพื่อปฏิบัติการระดับหน่วยในพื้นที่ของกองทัพภาคที่ 4 เป็นอย่างดี จึงวาดหวังว่าหากได้ขจัดข้ออุปสรรคบางประการที่เกิดขึ้นบางส่วนในอดีต น่าจะทำให้ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับความสูญเสียที่พลเมืองไทยได้รับน่าจะลดน้อยและจะเห็นแสงสว่างแห่งความสงบสันติสุขที่ปลายอุโมงค์ได้
สัญญาณแห่งความรุนแรงที่เกิดขึ้น ไม่ได้หมายความว่าจะต้องใช้อาวุธยุทโธปกรณ์เท่านั้นหากรวมถึงความกร้าวของคำพูดและการแสดงออกของเจ้าหน้าที่บางคนบางหน่วย หรือแม้กระทั่งความต้องการที่อยากจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ตนเอง (เจ้าหน้าที่รัฐบางคน) ต้องการอยากจะเห็นมากกว่าความประสงค์ที่แท้จริงของประชาชน มันมีความหมายไม่แตกต่างอะไรจากการจับและจดจ้องอาวุธร้ายต่อหน้าผู้คนในที่สาธารณะไม่ บางคนพยายามจะบอกว่าตนเองได้รับความน่าเชื่อถือกับประชาชนเป็นอย่างดี เข้าพื้นที่ไม่ต้องพกอาวุธ แต่ในความเป็นจริงกองกำลังทั้งในและนอกเครื่องแบบพร้อมอาวุธครบมือเดินล้อมหน้าล้อมหลัง (คงจะลืมและคิดไปว่าประชาชนเขาคงไม่รู้ไม่เห็นกระมัง ?)
สัญญาณแห่งความรุนแรงในมุมมองของผู้คนปกติสามัญส่วนใหญ่ไม่ยินดีและเห็นดีเห็นงามและอยากจะอยู่ในสภาวะแห่งความสับสนเฉกเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน นอกเสียจากพวกที่มีสติวิปลาสและความหื่นกระหายในบางสิ่งบางอย่างที่เหนือความเป็นมนุษย์ปุถุชนเท่านั้น
เมื่อได้เห็นแนวทางปฏิบัติ ได้คุยรายละเอียด ได้ถกแถลงในสิ่งที่เป็นข้อสงสัยกันและกันบนพื้นฐานของเหตุผลและผลประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่คือโอกาสของพลเมืองและประเทศชาติ ทุกคนจะไม่สามารถปฏิเสธสิ่งที่ดีงามได้ คำถามที่อยากจะเห็นว่านโยบายของ พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาค 4 ที่กล่าวไว้เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 21 ตุลาคม 2553 ที่หอประชุมสยามบรมราชกุมารี สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดนราธิวาส แก่ผู้นำศาสนา เพื่อแถลงนโยบายที่ใช้แก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ พล.ท.อุดมชัยแถลงว่า นำนโยบายเก่าๆ ของอดีตแม่ทัพภาคที่ 4 รวมถึงนโยบายของผู้บัญชาการทหารบกคนปัจจุบันมาขัดเกลาและประยุกต์เป็นนโยบายสานใจสู่สันติ มี 6 ข้อ ทุกข้อมีความสำคัญแต่ที่จะนำมาเสนอเพียง 3 ข้อ คือ
ประการแรก อยากให้ชาวไทยพุทธและไทยมลายูที่หลบหนีจากเหตุไม่สงบให้กลับมาใช้ชีวิตในภูมิลำเนาเดิมโดยเร็วที่สุด
ประการที่ 2 เปิดโอกาสให้บุคคลผู้ที่มีความเห็นต่าง เข้าร่วมแก้ไขปัญหาเหตุความไม่สงบ
ประการที่ 3 เจ้าหน้าที่รัฐและผู้ที่เกี่ยวข้องกับรัฐทุกส่วนจะต้องปฏิบัติการตามกฎหมาย
ทั้ง 3 ใน 6 ประการนี้เชื่อว่าแม่ทัพจะต้องใช้ความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์และการเสริมสร้างองค์กรเครือข่ายเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจในแนวทางนี้ให้เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ทั้งในระดับประชาชน และที่สำคัญคือกลไกเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติการทุกระดับชั้นจำเป็นทำความเข้าใจอย่างจริงจังในกระบวนทัศน์ (Paradigm) ของแม่ทัพและผู้บัญชาการทหารบกว่าแนวทางการลดความรุนแรงที่วาดหวังว่าน่าจะมีผลคือแนวทางทั้ง 6 ข้อ คือให้การทำงานสอดรับและร่วมมืออย่างจริงจังในระดับแนวราบ ซึ่งดูเหมือนจะง่ายแต่เมื่อเป็นกระบวนทัศน์ใหม่ ย่อมจะต้องพบกับแนวคิดเดิมๆ ที่ตกในห้วงเหวของอำนาจ มายาคติของชาตินิยม การดูถูกดูแคลน ผลประโยชน์ส่วนตนและพรรคพวก ที่จะกลายเป็นอุปสรรคขัดขวางและเลื่อยขากันเองในที่สุด
จึงอยากจะเห็นแนวทางนี้ได้ปฏิบัติอย่างจริงจัง โปร่งใส ต่อเนื่อง ตรวจสอบได้ และคนที่จำเป็นต้องรับผิดชอบจนถึงที่สุดคือท่าน ผบ.ทบ.และท่านแม่ทัพภาคที่ 4 จะต้องยืนหยัดมั่นคงในกระบวนการทำงานทั้งระบบ เชื่อมั่นว่าประชาชนพลเมืองส่วนใหญ่จะเป็นกำลังสำคัญที่สามารถร่วมกายใจที่จะเดินทางกับท่านจนกว่าความสงบสันติสุขจะเกิดมรรคผลอย่างแท้จริงและถาวรตลอดไป มิใช่เพียงแต่จะทำให้เข้าใจว่านโยบายเหมาะสม คนทำงานพร้อม แต่ทำงานเพียงไม่กี่เวลา นักมวยยังไม่ทันชกครบยก กรรมการบอกว่าหมดเวลาแล้ว และเริ่มนับหนึ่งใหม่ครั้งที่หนึ่งกันอีกครั้งตามเคย อย่าได้ให้สิ่งที่ดีงามทั้งหลายไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างเต็มความสามารถและหยุดนิ่งเพราะหมดเวลา เหล่านี้จะเป็นเงื่อนไขแห่งความขัดแย้งที่ทอดยาวอย่างไม่รู้จบอีกต่อไป



