ข่าว

บุกเดี่ยวควงปืนปลอมจี้ร้านทองกลางตลาด

บุกเดี่ยวควงปืนปลอมจี้ร้านทองกลางตลาด

21 เม.ย. 2554

คนร้ายบุกเดี่ยวควงปืนปลอมเข้าจี้ร้านทอง แล้วคว้าปืนจริงในลิ้นชักเจ้าของร้านตามเข้าไปจี้ซ้ำ ขณะเจ้าของร้าน 2 แม่ลูก วิ่งหนีขึ้นชั้น 3 ก่อนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจล้อมจับกุมได้ทันควัน

 (21มี.ย.)เวลา 10.32 น.วันนี้พ.ต.ท.สนั่น ชูสกุล พนักงานสอบสวนสภ.โพธิ์แก้ว ได้รับแจ้งเหตุมีคนร้ายบุกเดี่ยวเข้าไปจี้ชิงทรัพย์ในร้านทอง เหตุเกิดบริเวณ ห้างขายทอง อ้อมใหญ่ 1 เลขที่ 21 หมู่ 8 ตลาดหมู่บ้านสามพราน ต.อ้อมใหญ่ อ.สามพราน จ.นครปฐม และคนร้านกำลังติดอยู่ภายในร้าน จึงได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับชั้น ก่อนเดินทางไปตรวจสอบบริเวณที่เกิดเหตุ พร้อมด้วยพล.ต.ท.พงษ์สันต์ เจียมอ่อน ผบช.ภ.7 ,พล.ต.ต.โสภณ พิสุทธิวงศ์ รอง ผบช.ภ. 7 ,พล.ต.ต.เรวัติ กลิ่นเกษร รอง ผบช. ภ. 7 ,พ.ต.อ.กฤษณะ แจ่มสว่าง รองผบก.ภ.จว.นครปฐม รักษาการผกก.โพธิ์แก้ว จ.นครปฐม,พ.ต.อ.ถาวร ขาวสะอาด รองผบก.ภ.จว.นครปฐม ,พ.ต.อ.ภาสกร กลั่นหวาน ผกก.สภ.โพธิ์แก้ว,พ.ต.ต.เชิดชัย ป้องชำนิ สว.สส.และกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนภาค 7 ,เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนภูธรจังหวัดนครปฐม,เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนสภ.โพธิ์แก้วและฝ่ายปราบปรามจำนวนหนึ่ง

 ภายในที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่พบคนร้ายเป็นชายสวมเสื้อแขนสั้นสีเทา กางเกงกีฬาบอลสีน้ำเงิน สวมหมวกกันน๊อคครึ่งใบ ทราบชื่อต่อมาคือนายนภัทร ศุภศิริกุล อายุ 37 ปี อยู่บ้านเลขที่ 35/8 ตรอกเกษมโสภณ แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ กำลังยืนอยู่บริเวณหลังราวแสตนเลสหลังตู้ทอง เนื่องจากไม่สามารถออกมาได้เพราะประตูร้านปิดล๊อคอัตโนมัติเจ้าหน้าที่จึงได้ทำการปิดล้อม และใช้อาวุธปืนจี้บังคับให้นายนภัทร ลอดออกมาที่บริเวณหน้าตู้ทอง แล้วนอนราบกับพื้น ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะพังประตูเข้าไปและทำการควบคุมตัวได้ดังกล่าว

 จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ร้านทองดังกล่าวเป็นของนายวิชัย โรจนภิญญู อายุ 56 ปี และขณะเกิดเหตุนั้นไม่อยู่ปล่อยให้นางนฤมล โรจนภิญญู อายุ 55 ปี และนายวิษณุ โรจนภิญญู อายุ 26 ปี ภรรยาและลูกชาย อยู่ร้าน และขณะที่นางนฤมล กำลังทำหน้าที่อยู่บริเวณตู้ทองนั้น โดยมีนายวิษณุ ลูกชายนั่งทานข้าวอยู่หลังร้าน นายนภัทร ซึ่งเป็นคนร้ายก็ได้เปิดประตูร้านเดินเข้ามาแล้วมาหยุดยืนอยู่หน้าตู้ทอง ก่อนที่จะชักอาวุธปืนปลอมที่พกมาจี้ไปยังนางนฤมล พร้อมสั่งให้นางนฤมล หยิบทองใส่ถุง เป็นเวลาเดียวกันที่นายวิษณุเห็นภาพในกล้องวงจรปิดจึงได้รีบออกมดึงตัวแม่ให้หนีขึ้นไปบริเวณชั้น 3 นายนภัทรเห็นดังนั้นจึงได้หันกลับมาที่ประตูร้านพร้อมทั้งพยายามที่จะเปิดประตูออกไป

 แต่ไม่สามารถเปิดได้เพราะประตูถูกล๊อกอัตโนมัติไว้อย่างแน่นหนานายนภัทร จึงหันกลับเข้าไปที่ตู้ทองอีกครั้ง แล้วก็พยายามปีนตู้ทองเพื่อลอดราวสแตนเลสเข้าไป แต่ติดหมวกกันน๊อคไม่สามารถลอดเข้าไปได้ จึงได้ถอดหมวกกันน๊อคออก แล้วลอดเข้าไปข้างใน จากนั้นคนร้ายก็ได้ตามสองแม่ลูกขึ้นไปบริเวณชั้นบน ก่อนที่จะลงมารื้อค้นลิ้นชักหยิบอาวุธปืนลูกโม่ขนาด .38 มม.ขนาด 2 นิ้วพร้อมกระสุนในรังเพลิงซึ่งเป็นของเจ้าของร้าน แล้วก็เดินขึ้นไปชั้นบนอีกรอบ ก่อนที่จะออกมาที่หน้าร้านอีกครั้ง เป็นเวลาเดียวกับที่กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึง พร้อมล้อมพื้นที่ไว้และใช้อาวุธปืนเล็งไปยังนายนภัทร บังคับให้ลอดออกมาหน้าตู้ทอง พร้อมกับนอนราบกับพื้น จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงได้พังประตูเข้าไปจับกุมได้ดังกล่าว

 พล.ต.ท.พงษ์สันต์ เจียมอ่อน ผบช.ภ. 7 กล่าวว่า จากการตรวจค้นภายในตัวผู้ต้องหาพบพาสปอร์ต เดินทางเข้า- ออกประเทศเขมร เพื่อไปเล่นการพนันซึ่งพบว่าคนร้ายติดการพนันงอมแงมและสิ้นเนื้อหมดตัว นอกจากนี้ยังพบบัตรประชาชน และบัตรประจำตัวระบุตำแหน่งผู้จัดการตรวจสอบภายใน บริษัทชื่อดังแห่งหนึ่ง และที่บุกเดี่ยวเข้ามาจี้ชิงทรัพย์ในครั้งนี้ก็เพื่อนำเงินไปเล่นการพนันนั่นเอง ส่วนสาเหตุที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมคนร้ายได้ทันท่วงทีนั้น ก็เป็นเพราะว่าทางเจ้าของร้านเตรียมตัวไว้ดี และมีสติหนีเข้าไปหลังร้าน อีกทั้งยังมีการติดตั้งปุ่มล็อคประตูไว้หลายที่ ประกอบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เดินทางมาถึงบริเวณที่เกิดเหตุเป็นเวลาอันรวดเร็ว จึงทำให้สามารถจับกุมคนร้ายได้ทันท่วงที

 พล.ต.ต.เรวัติ กลิ่นเกษร รองผบช.ภ. 7 กล่าวว่า จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดพบว่า คนร้ายสวมหมวกกั๊นน๊อคครึ่งใบได้สะพายกระเป๋าสีน้ำเงินเดินเข้าอ้อมรถยนต์กระบะที่จอดอยู่หน้าร้านก่อนเปิดประตูร้านเข้ามา แล้วถือปืนเดินตรงมายังนางนฤมล ภรรยาเจ้าของร้าน จากนั้นก็ถอดเอากระเป๋าที่สะพายอยู่วางไว้บนตู้พร้อมซองปืน แล้วสั่งให้นางนฤมลเอาทองใส่กระเป๋า แต่ขณะนั้นนายวิษณุ ลูกชายของนางนฤมลที่เห็นเหตุการณ์ ได้เข้ามาดึงนางนฤมลเข้าไปในร้านแล้วหนีขึ้นไปบนชั้น 3 คนร้ายจึงไม่รู้จะทำอย่างไร จึงได้คว้ากระเป๋าแล้วเดินออกไปที่ประตู พร้อมกับจะเปิดประตูหนีออกมา

 ปรากฏว่าประตูถูกล๊อคอย่างอัตโนมัติไม่สามารถออกจากนั้นได้ ทำให้เกิดอาการงุนงง เดินวนไปวนมาในร้าน ก่อนตัดสินใจมุดเข้าไปในราวสแตนเลส แต่ก็ไม่สามารถเข้าไปได้เพราะติดหมวกกันน็อค จึงต้องถอดหมวกออกก่อนแล้ววางไว้บนตู้ทอง พบว่าคนร้ายได้สวมผ้าปิดปากไว้อีกชั้น จากนั้นคนร้ายก็ได้ลอดราวสแตนเลสเข้าไปและตาม 2 แม่ลูกภรรยาเจ้าของร้านขึ้นไปชั้น 3 แต่ 2 แม่ลูกได้หนีเข้าไปหลบอยู่ในห้องและล๊อคกุญแจอย่างแน่น ทำให้คนร้ายไม่สามารถเข้าไปได้

 จึงลงมาที่ตู้ทองอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะเข้าไปรื้อค้นลิ้นชักที่เก็บเงิน พบอาวุธปืนขนาด .38 มม. ของนายวิชัย เจ้าของร้านที่วางไว้ จึงคว้าเอาปืนไปแล้วขึ้นไปชั้น 3 อีกครั้งหนึ่ง ก่อนลงมาที่ตู้ทองอีกรอบ ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่เจ้าหน้าที่ได้เดินทางมาถึงและปิดล้อมไว้ จากนั้นก็ได้มีคนขับรถจยย.รับจ้างได้เดินเข้ามาที่บริเวณหน้าร้านพร้อมกับบอกให้คนร้ายยกมือขึ้น และถลกเสื้อขึ้น คนร้ายจึงทำตามจากนั้นก็ได้บอกให้มอบตัว ซึ่งคนร้ายก็ยอมทำตามเพราะออกไปไม่ได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงสั่งให้ลอดออกมามาแล้วนอนราบกับพื้น จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้พังประตูกระจกหน้าร้านเข้าไปพร้อมทั้งกรูเข้าจับกุมคนร้ายได้ดังกล่าว

 พล.ต.ต.เรวัติ กล่าวต่ออีกว่า และจากการสอบสวนพยานที่อยู่ใกล้เคียงที่เกิดเหตุพบว่า คนร้ายได้ขึ้นรถแท็กซี่สีฟ้า ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน แล้วมาจอดอยู่ปากซอยก่อนถึงร้านประมาณ 5 เมตร ก่อนที่จะก้าวลงจากแท็กซี่แล้วเดินเข้าประตูร้านทองไป โดยที่รถแท็กซี่ยังติดเครื่องรออยู่ ซึ่งเบื้องต้นนั้นยังไม่ทราบว่าแท๊กวี่นั้นมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยหรือเปล่า หรือเพียงรับจ้างมาส่งแล้วคนร้ายสั่งให้รอ และหลังเกิดเหตุรถแท็กซี่ได้หายไป จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่ทำการตรวจสอบและติดตามรถแท๊กซี่คันดังกล่าวเพื่อนำตัวมาสอบสวนต่อไป

 นายวิชัย โรจนภิญญู อายุ 56 ปี เจ้าของร้าน บอกว่า ขณะเกิดเหตุตนไม่อยู่บ้านปล่อยให้ภรรและลูกชายเฝ้าร้าน มาทราบอีกทีก็ตอนที่ลูกชายโทรศัพท์มาบอกว่ามีคนร้ายเข้ามาจี้และขณะนี้กำลังหลบอยู่ภายในห้องชั้น 3 ตนจึงได้รีบกลับมายังร้านพบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมคนร้ายได้แล้ว

 นางนฤมล ภรรยาเจ้าของร้านเล่าว่า ตอนแรกตนก็ไม่ทันได้สังเกตว่าคนร้ายถือปืนเข้ามา คิดว่าเป็นลูกค้า แต่เมื่อคนร้ายถอดกระเป๋าสะพายวางไว้บนตู้ทองแล้วสั่งให้หยิบทองใส่กระเป๋า พร้อมกับถือปืนจี้อยู่ ตนก็ยังงง ๆ ไม่รู้ว่าหยิบทองที่ไหน ใส่กระเป๋าอะไร จนกระทั่งลูกชายได้มาดึงตนเข้าไปในร้านและหลบหนีขึ้นไปซ่อนตัวอยู่ในห้องชั้น 3

 นายนภัทร ศุภศิริกุล ผู้ต้องหาให้การว่าตนเป็นคนจังหวัดตรัง ปัจจุบันพักอาศัยอยู่แถวบางบอน กรุงเทพฯ และหลังเรียนจบปริญญาตรีคณะบริหารฯ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ก็ได้เข้ามาทำงานที่กรุงเทพฯ แต่ช่วงหลังไม่มีงานทำจึงได้เดินสายเล่นการพนันจนหมดตัว ก่อนที่จะตัดสินจ้างแท็กซี่จากห้างฯบิ๊กซีสาขาอ้อมใหญ่เข้ามาก่อเหตุ ส่วนปืนปลอมที่พกมานั้นหลังจากได้อาวุธปืนจริงตนก็ได้โยนทิ้งไว้ที่บริเวณดาดฟ้าชั้น 2 ของตึก ก่อนที่จะลงมาพบเจ้าหน้าที่ตำรวจปิดล้อมจับกุมตัวได้ดังกล่าว
 
 นายนภัทร ผู้ต้องหา เล่าต่ออีกว่า ตนไม่เคยถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจำกุมมาก่อน นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตเลยก็ว่าได้