ข่าว

สภาล่มเซ่นกม.คุมม็อบส่งท้ายก่อนยุบสภาฯ

สภาล่มเซ่นกม.คุมม็อบส่งท้ายก่อนยุบสภาฯ

21 เม.ย. 2554

สภาฯล่ม เซ่นกม.คุมม็อบส่งท้ายก่อนยุบสภาฯ ส.ส.เหลือแค่ 231 คน

(21เม.ย.)  การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้พิจารณาร่างพ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญฯพิจารณาเสร็จแล้วต่อเป็นวันที่ 2 โดยก่อนเข้าสู่วาระ นายชัยได้ให้นายกว้าง รอบคอบ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อแผ่นดิน แทนพล.ต.อ.ประชา พรหมนอก อดีตส.ส.สัดส่วนที่ลาออกไป ได้ลุกขึ้นปฏิญาณตนก่อนเข้ารับตำแหน่ง โดยนายชัยได้พูดกระเซ้าว่า   ขอต้อนรับสมาชิกใหม่ แต่คงอยู่ได้ไม่นานเพราะเดี๋ยวก็ยุบสภาแล้ว

จากนั้นจึงได้พิจารณาร่างพ.ร.บ.ฯต่อในมาตรา 8 เกี่ยวกับการชุมนุมสาธารณะต้องไม่เข้าไปหรือกีดขวางทางเข้าออกสถานที่ ดังต่อไปนี้ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของหรือผู้ครอบครองสถานที่นั้น ประกอบด้วย สถานที่ประทับของพระมหากษัตริย์ พระราชินี และพระรัชทายาท รวมถึงสถานที่พำนักของพระราชอาคันตุกะ รัฐสภา ทำเนียบรัฐบาล ศาล และหน่วยงานของรัฐ ท่าอากาศยาน ท่าเรือ สถานีรถไฟ หรือสถานีขนส่งสาธารณะ โรงพยาบาล สถานศึกษา และศาสนสถาน สถานทูตหรือสถานกงสุลของรัฐต่างประเทศ หรือองค์กรระหว่างประเทศ ทั้งนี้การชุมนุมที่ได้รับอนุญาตต้องมีระยะห่างจากสถานที่ดังกล่าวไม่น้อยกว่า 10 เมตร

 ซึ่งในการอภิปราย ส.ส.ส่วนใหญ่แสดงความเป็นห่วงการกำหนดระยะห่างระหว่างการชุมนุมกับสถานที่สำคัญอาจเกิดข้อจำกัดในการชุมนุม   และการดูและความปลอดภัย โดยมีผู้เสนอให้กำหนดความชัดเจนเรื่องระยะห่าง รวมถึงการกำหนดสถานที่สำคัญควรกำหนดให้ชัดเจนว่าห้ามชุมนุมโดยเด็ดขาด ไม่ควรเปิดโอกาสให้มีการขออนุญาตเพราะสถานที่ที่กำหนดไว้ล้วนเป็นสถานที่สำคัญ อย่างไรก็ดีหลังการอภิปรายสมาชิกบางส่วนต้องการให้กรรมาธิการแปรญัตติปรับปรุงถ้อยคำให้ชัดเจน   ขณะที่กรรมาธิการยืนยันตามที่พิจารณาเสร็จแล้วทำให้ประธานสั่งพักการประชุม 3 นาทีเพื่อให้สมาชิกและกรรมาธิการไปตกลงกันให้ได้ข้อสรุป

 หลังพักการประชุมนายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการเสนอว่าควรแก้ไขว่า การชุมนุมสาธารณะห้ามจัดการชุมนุมในสถานที่ประทับของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และที่พำนักของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ รวมถึงสถานที่พำนักของพระราชอาคันตุกะ โดยการชุมนุมจะต้องไม่กีดขวางทางเข้าออกสถานที่ดังต่อไปนี้ รัฐสภา สถานที่ราชการ ศาล ท่าอากาศยาน ท่าเรือ สถานีรถไฟ สถานีขนส่งสาธารณะ โรงพยาบาล สถานศึกษา ศาสนสถาน สถานทูต สถานกงสุล ที่ทำการองค์กรระหว่างประเทศ โดยที่ประชุมพอใจกับการปรับปรุงถ้อยคำจึงผ่านการพิจารณาในมาตรา 8
 
 จากนั้นที่ประชุมได้พิจารณาเรียงรายมาตราโดยมีมาตราที่สำคัญซึ่งส.ส.ให้ความสนใจในการอภิปรายเป็นจำนวนมาก อาทิ มาตรา 19 การชุมนุมต้องเลิกชุมนุมตามกำหนดเวลาที่แจ้งไว้ โดยกรรมาธิการเพิ่มเติมว่าภายในยี่สิบสี่ชั่วโมงก่อนสิ้นสุดระยะเวลาตามวรรคหนึ่งหากผู้ชุมนุมประสงค์จะจัดให้มีการชุมนุมต่อไป ให้แจ้งขอขยายระยะเวลาการชุมนุมต่อผู้รับแจ้ง โดยกรรมาธิการแจ้งกับที่ประชุมว่าจุดมุ่งหมายของการบัญญัติมาตรานี้เพื่อให้เจ้าหน้าที่ได้ทราบกำหนดเวลาการเลิกชุมนุม อย่างไรก็ดีสมาชิกบางส่วนเห็นว่าการต้องแจ้งเพื่อชุมนุมต่อทำให้เกิดความลำบากกับผู้ชุมนุม บางกรณีผู้ชุมนุมมีความเดือดร้อนด้านต่าง ๆ และยังไม่ได้รับการแก้ไขการจะต้องแจ้งเพิ่มเวลาชุมนุมทำได้ลำบาก อย่างไรก็ดีที่ประชุมยืนยันตามที่กรรมาธิการเพิ่มเติม

            นอกจากนี้ที่ประชุมได้แก้ไขถ้อยคำในมาตรา 22 ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นผู้เดียวที่สามารถแต่งตั้งเจ้าพนักงานรับผิดชอบดูแลการชุมนุม กรณีหัวหน้าสถานีตำรวจแห่งท้องที่ที่มีการชุมนุมและผู้ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าสถานี ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ทั้งนี้เดิมร่างกฎหมายให้อำนาจรัฐมนตรีและผบ.ตร.เป็นผู้แต่งตั้งเจ้าพนักงานแต่ที่ประชุมเห็นว่าหน้าที่ดูแลการชุมนุมควรเป็นของเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลมากกว่าฝ่ายบริหาร

 มาตรา 24 กรณีการชุมนุมไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือผู้จัดการชุมนุมไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ให้เจ้าพนักงานประกาศให้ยกเลิกการชุมนุมภายในเวลาที่กำหนด หากไม่ปฏิบัติตามเจ้าพนักงานต้องร้องขอต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งเลิกการชุมนุม ในระหว่างรอคำสั่งศาลให้เจ้าพนักงานที่มีอำนาจกระทำการที่จำเป็นตามแผนหรือแนวทางการควบคุมที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามข้อเสนอของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) โดยกำหนดแผนหรือแนวทางการควบคุมให้เจ้าพนักงานเลี่ยงการใช้กำลัง หรือไม่สามารถเลี่ยงได้ให้ใช้กำลังหรือเครื่องมือควบคุมฝูงชนเพียงเท่าที่จำเป็น โดยนายบรรพต ต้นธีรวงศ์ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยได้ขอเพิ่มเติมข้อสังเกตว่า ขณะที่รอคำสั่งศาลขอให้เจ้าพนักงานและผู้จัดการชุมนุมใช้วิธีประนีประนอมโดยหากสามารถตกลงกันได้ให้นำเสนอข้อตกลงต่อศาลเพื่อพิจารณา ซึ่งกรรมาธิการเสียงข้างมากรับข้อเสนอดังกล่าวไว้แนบท้ายร่างกฎหมาย

 ซึ่งภายหลังจากการพิจารณาเรียงรายมาตราในวาระ 2 เสร็จสิ้นทั้ง 39 มาตรา นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎรในฐานะประธานที่ประชุมได้กดออดเรียกส.ส.มาแสดงตน ก่อนที่จะลงมติในวาระ 3 ปรากฎว่านายสามารถใช้เวลากดออดนานถึง 10 นาที ซึ่งระหว่างนั้นส.ส.ฝ่ายค้านและรัฐบาลต่างเรียกร้องให้นายสามารถรอส.ส.ที่กำลังเดินทางจากห้องประชุมคณะกรรมาธิการฯก่อน ซึ่งนายสามารถได้กดออดรออีกสักพัก แต่ในที่สุดเมื่อนับองค์ประชุมปรากฎว่ามีส.ส.อยู่เพียง 231 คน ซึ่งไม่ครบองค์ประชุม 237 คนจากส.ส.ทั้งหมด 474 คน    นายสามารถจึงสั่งปิดประชุมเมื่อเวลา 13.45   น.