
ห่วงเงินเฟ้อขึ้นดบ.นโยบายอีก0.25%กนง.มีมติ6ต่อ1-เอกชนโอดต้นทุนเพิ่ม-ฉุดกำลังซื้อ
กนง.มีมติ 6 ต่อ 1 ขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ห่วงเงินเฟ้อส่องแววปรับสูงขึ้น ชี้ภาพรวมดอกเบี้ยยังเป็นขาขึ้น เหตุดอกเบี้ยแท้จริงติดลบอยู่ 1% ด้านเอกชนห่วงเร่งขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มภาระผู้ประกอบการและฉุดกำลังซื้อประชาชน
นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติ 6 ต่อ 1 เสียง ให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% มาอยู่ที่ 2.75% ต่อปี เพื่อดูแลอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จากแรงกดดันของราคาสินค้าและราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ซึ่งมาตรการตรึงราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลในประเทศไม่ให้เกินลิตรละ 30 บาท ไปจนถึงสิ้นเดือนกันยายน จะช่วยชะลอการเร่งตัวของอัตราเงินเฟ้อได้เพียงระยะสั้น หากมีการยกเลิกมาตรการและราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูงอัตราเงินเฟ้อก็จะผันผวนในทิศทางขาขึ้น
สำหรับมติ 1 เสียงที่มีความเห็นให้ชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายนั้น ให้เหตุผลว่าต้องการรอความชัดเจนจากผลกระทบของเหตุภัยพิบัติในญี่ปุ่น ซึ่ง ธปท.ประเมินว่าจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอย่างชัดเจนในไตรมาส 2 ปีนี้ และปัญหาจะคลี่คลายในไตรมาส 4 โดยในวันที่ 28 เมษายนนี้ ธปท.จะแถลงการปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2554 และแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อใหม่
นายไพบูลย์ กล่าวต่อว่า ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายในภาพรวมยังเป็นขาขึ้น เพื่อปรับเข้าสู่ระดับปกติ เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยแท้จริงในขณะนี้ยังคงติดลบอยู่ประมาณ 1% อย่างไรก็ตาม การปรับดอกเบี้ยนโยบายจำเป็นต้องดูความเหมาะสมตามแต่ละสถานการณ์ด้วย ซึ่งในส่วนของผลกระทบต่อค่าเงินบาทนั้น มองว่าดอกเบี้ยเป็นเพียงปัจจัยหนึ่ง แต่ก็ไม่ใช่ปัจจัยหลักที่จะดึงเงินทุนต่างประเทศให้ไหลเข้ามาลงทุน เพราะยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือการยอมรับความเสี่ยงการลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศ เป็นต้น
ด้านนายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า อัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มสูงขึ้นทำให้มีผู้ประกอบการคาดว่าจะทำให้ธุรกิจแย่ลง 53.4% เพิ่มขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ที่มีผู้ประกอบการเห็นว่าทำให้ธุรกิจแย่ลง 52.6% ซึ่ง ส.อ.ท.เห็นว่า กนง. ปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้นเพื่อดูแลอัตราเงินเฟ้อ แต่ภาคเอกชนเห็นว่าไม่ควรปรับดอกเบี้ยขึ้นในช่วงนี้ ซึ่งภาครัฐควรรอดูผลกระทบจากน้ำท่วม แผ่นดินไหวญี่ปุ่น และราคาน้ำมันแพงก่อน
"การขึ้นดอกเบี้ยส่งผลกระทบต่อต้นทุนทางการเงินของผู้ประกอบการ และส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง รวมทั้งอาจจูงใจให้เงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาเก็งกำไรในไทยมากขึ้น ซึ่งขณะนี้เงินบาทเริ่มแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยแล้ว แต่ถ้าภาครัฐเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยแท้จริงของไทยต่ำกว่าประเทศอื่นในอาเซียน ก็ควรทยอยปรับขึ้นมากกว่าเร่งปรับขึ้นในช่วงนี้" นายพยุงศักดิ์ กล่าว



