
ห่วงปัญหาชิ้นส่วนจากญี่ปุ่นฉุดผลิตรถก.อุตฯหารือผลกระทบ-รับอาจส่งมอบรถลูกค้าล่าช้า
ยอดผลิตรถยนต์เดือนมีนาคมพุ่ง 172,004 คัน ทำสถิติใหม่ ห่วงปัญหาชิ้นส่วนจากญี่ปุ่นฉุดการผลิต กระทรวงอุตสาหกรรมนัดหารือค่ายรถขอข้อมูลผลกระทบ ระบุยังไม่กล้าประเมินสถานการณ์ล่วงหน้า ค่ายรถรับอาจส่งมอบให้ลูกค้าล่าช้า
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การผลิตรถยนต์ในเดือนมีนาคม 2554 มีจำนวน 172,004 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 13.8% และเป็นยอดผลิตสูงสุดตั้งแต่มีการผลิตรถยนต์ ซึ่งเป็นการผลิตขายในประเทศ 91,794 คัน หรือคิดเป็น 53.37% ของยอดการผลิตทั้งหมด และเป็นการผลิตเพื่อส่งออก 80,210 คัน หรือคิดเป็น 46.63%
สำหรับปัญหาชิ้นส่วนยานยนต์จากญี่ปุ่นนั้น ในเดือนพฤษภาคมน่าจะเห็นความชัดเจนว่าจะส่งผลต่อการผลิตรถยนต์ในไทยมากน้อยเพียงใด เพราะการใช้ชิ้นส่วนจากแหล่งผลิตอื่นต้องเสียเวลาตรวจรับรองคุณภาพ เพื่อความปลอดภัย ซึ่งหากมีชิ้นส่วนไม่ครบก็ผลิตรถยนต์ไม่ได้ และอาจทำให้การส่งมอบรถยนต์ต้องชะลอออกไป
นายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ เอเชียแปซิฟิก จำกัด ในฐานะรองประธาน ส.อ.ท.กล่าวว่า ผลกระทบจากภัยพิบัติในประเทศญี่ปุ่นทำให้กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ยังไม่กล้าประเมินสถานการณ์การผลิต 3 เดือนล่วงหน้า ซึ่งขณะนี้บริษัทรถยนต์ญี่ปุ่นในไทยยังเดินเครื่องผลิต แต่บางรายไม่ทำงานล่วงเวลา โดยกระทรวงอุตสาหกรรมได้เชิญบริษัทรถยนต์ที่ใช้ชิ้นส่วนยานยนต์จากญี่ปุ่นมาหารือเพื่อขอทราบข้อมูลจากภาคเอกชนและผลกระทบต่อการผลิตรถยนต์ของไทยในปีนี้หรือไม่
นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า ขณะนี้โรงงานผลิตรถยนต์และโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ในญี่ปุ่นเริ่มกลับมาเดินเครื่องจักรในการผลิตแล้ว แต่ยังไม่เต็มกำลังการผลิตสูงสุด อาจส่งผลต่อยอดการผลิตและเกิดความล่าช้าในการส่งมอบรถยนต์ให้ลูกค้าในประเทศไทย
ด้าน นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ได้อนุมัติการแก้ไขโครงสร้างภาษีรถยนต์ตามที่กรมสรรพสามิตเสนอ โดยจะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้า เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาโครงสร้างภาษีรถยนต์ที่มีความซับซ้อน และมีหลายอัตราการจัดเก็บ ซึ่งหลักการปรับโครงสร้างภาษีจะอิงกับมาตรฐานความปลอดภัยของรถยนต์และการปล่อยมลพิษที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แทนการอิงกับขนาดเครื่องยนต์เหมือนในอดีต
"เราได้หารือกับทุกภาคส่วนแล้ว ทั้งกระทรวงพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม และผู้ประกอบการ ซึ่งก็มีความเห็นร่วมกัน แต่ข้อเท็จจริงคือ มันมีความได้เปรียบเสียเปรียบอย่างปฏิเสธไม่ได้ เราก็ฟัง แล้วสรุปให้ออกมาเป็นประโยชน์ส่วนรวม คิดว่าดี" นายกรณ์กล่าว



