ข่าว

คาถาปราบโกงบทใหม่

คาถาปราบโกงบทใหม่

21 เม.ย. 2554

เพิ่งผ่านพ้นเทศกาลสงกรานต์ที่ฉลองกันเต็มที่แล้วก็หันมาสำรวจความเป็นจริงที่เราชาวบ้านจะต้องประสบกันทุกวันไม่ว่าการจะต้องผจญกับปัญหาข้าวของแพง การต้องรำคาญใจกับเรื่องราวทางการเมืองที่ยังไม่รู้ว่าจะจบอย่างไร

และแถมท้ายด้วยปัญหาคอรัปชั่นที่เป็นมะเร็งร้ายอย่างหนึ่งของสังคมไทยโดยไม่ว่าสำนักวิจัยสำนักไหนสำรวจแล้วก็มักจะจัดอันดับให้ประเทศไทยอยู่ในอันดับต้นๆ ของความชั่วร้ายนี้

 มาเมื่อไม่กี่วันนี้เองรัฐบาลได้เขียนกฎหมายใหม่ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตซึ่งมีเนื้อหาสาระที่สำคัญหลายข้อในการที่จะปราบปรามการทุจริต เช่น ให้อำนาจคณะกรรมการ ป.ป.ช.กว้างขวางขึ้นเพื่อสามารถตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินของผู้ถูกกล่าวหาได้กว้างขวางลึกซึ้งกว่าเดิม สามารถตรวจไปถึงทรัพย์สินในต่างประเทศและที่อยู่ในครอบครองของผู้อื่นที่ฝากปิดบังไว้ นอกจากนี้ยังให้ถือว่าการรับประโยชน์ซับซ้อนถือเป็นความผิดฐานทุจริต ที่สำคัญคือคดีไม่มีวันหมดอายุความถ้าผู้ต้องหาหลบหนี เหล่านี้เป็นต้น

 คาถาบทใหม่นี้ดูเหมือนจะเอาจริงเอาจังในการปราบทุจริตยิ่งขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้วก็คงไม่ผิดสภาพไปจาก “การเขียนเสือให้วัวกลัว” เพราะไม่ได้มียุทธศาสตร์ใหม่ในการป้องกันปราบปรามโดยโยงยึดกับเหตุปัจจัยในการทุจริตแบบไทยๆ ไว้เลย เหมือนเดินเส้นทางเก่าๆ ที่ไม่เคยไปสู่จุดหมายได้

 อันว่าการทุจริตในเมืองไทยนั้นต้องยอมรับว่า “ยิ่งปราบยิ่งโต” ทั้งนี้เป็นไปตามการศึกษาของภาคเอกชนคือหอการค้าไทยซึ่งสรุปผลในการประชุมใหญ่เมื่อปีที่แล้วเสนอท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ว่าการคอรัปชั่นนั้นมีขอบเขตและ “ค่าคอรัปชั่น” แพงมากขึ้น บางรายต้องจ่ายกันเกิน 25% ของราคางาน

 เมื่อท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ได้รับรายงานในครั้งนั้นปฏิกิริยาสนองตอบของท่านเฉพาะหน้าก็เป็นเพียงว่าฝ่ายพ่อค้าอย่าให้เงินข้าราชการเสีย (ก็คงหมดเรื่องไปไม่มีคอรัปชั่น...) และจนบัดนี้เวลาตั้งเนิ่นนานแล้วชาวบ้านพวกเราก็ยังไม่ทราบว่าฝ่ายรัฐทำอะไรกันบ้างหรือคิดว่าการออกกฎหมายใหม่ฉบับนี้พอเพียงแล้ว

 ว่ากันไปแล้วการทุจริตในเมืองไทยนั้นมีหลายประเภท หลายระดับ ที่เห็นกันอยู่บ่อยๆ คือ การสมยอมระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจกับราษฎรที่กระทำผิด เช่น ผู้ขับขี่ยานพาหนะจ่ายเงินให้แก่ตำรวจเพื่อไม่ต้องเสียเวลาและค่าปรับที่สูงกว่า การทุจริตประเภทนี้ถือว่าเป็นเรื่องปลีกย่อยและปราบปรามได้ยากไม่ว่าจะออกกฎหมายอะไรออกมา เว้นแต่ความรู้สึกนึกคิดของสังคมจะเปลี่ยนไป คือ ทำผิดก็ยอมรับผิดไม่แลกเอาด้วยสินบน ซึ่งเป็นพฤติกรรมของสังคมที่พัฒนาได้ เช่น บางประเทศในทวีปยุโรปหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือแม้แต่เพื่อนบ้านของเราคือสิงคโปร์ทำเรื่องนี้สำเร็จมาแล้ว แต่เมืองไทยยังไม่เห็นจุดเริ่มต้น

 ควรสังเกตด้วยว่าการทุจริตรายใหญ่ๆ ที่เป็นเหตุให้งบประมาณแผ่นดินรั่วไหลมากนั้นเกิดขึ้นได้เพราะมีตัวละครสำคัญเพิ่มขึ้นโดยผู้คนไม่ได้ให้ความสนใจเท่ากับผู้รับ (ข้าราชการ) และผู้ให้ (พ่อค้า) ตัวละครที่สำคัญคือ พวกนายหน้าวิ่งเต้น ระหว่างพ่อค้าและข้าราชการหรือนักการเมือง นักวิ่งเต้นเหล่านี้แฝงตัวอยู่ในรูปแบบต่างๆ บางคนก็เป็นข้าราชการ บางคนก็เป็นนักการเมืองหรือตัวพ่อค้าเองก็สวมบทบาทเป็นนักวิ่งเต้นเสียเอง บุคคลกลุ่มนี้จะเป็นผู้จัดฉากการทุจริตรายใหญ่ๆ ทั้งสิ้น และเป็นอันตรายอย่างยิ่งกับบ้านเมืองซึ่งควรจะต้องได้รับการจับตาพิเศษถ้าได้วางยุทธศาสตร์ในการป้องกันปราบปรามการทุจริตให้รอบคอบยิ่งขึ้น เช่นเป็นต้นว่าให้บุคคลเหล่านี้ต้องลงทะเบียนและถ้าใครไม่มีใบทะเบียนทำการวิ่งเต้นก็ให้ถือว่าผิดคดีอาญาทันที

 ผมฝากเรื่องนี้ให้คนดีจริงๆ ที่รับผิดชอบบ้านเมืองไปลองคิดกันดู

นายหนูใหญ่
[email protected]