
บทเรียนประชาธิปไตยจากแอฟริกา...กรณีการจัดการกับความจริงหลังการเลือกตั้ง
เรื่องราวของข่าวต่างประเทศที่น่าสนใจในช่วงนี้เรื่องหนึ่งคงจะหนีไม่พ้นเรื่องของกรณีไอเวอรีโคสต์ ที่ภาพที่เราเห็นก็คือการดื้อด้านของอดีตประธานาธิบดีจีบักโบ้ (ขอเรียกแบบไทยๆ นะครับ) ที่ไม่ยอมลงจากตำแหน่ง
และมีการต่อสู้กันอย่างนองเลือดทั่วประเทศ และในที่สุดก็เลยถูกกองกำลังของประธานาธิบดีออตตารา ที่ชนะการเลือกตั้ง รวมกับกองกำลังภายนอกจากสหประชาชาติและพันธมิตร อาทิ ฝรั่งเศส ที่เป็นอดีตเจ้าอาณานิคม
ในบทวิเคราะห์ที่สำคัญของนักวิจัยจากสถาบันวิจัยด้านความมั่นคงแห่งหนึ่งในอังกฤษ (The Royal Services Institute) ที่ตีพิมพ์ในเว็บไซต์บีบีซี ได้ชี้ให้เห็นประเด็นที่ลึกซึ้งไปกว่านั้น โดยชี้ให้เห็นว่า เรื่องราวที่เกิดขึ้นในไอเวอรีโคสต์นั้นเป็นหนึ่งในบทเรียนที่สำคัญในเรื่องประชาธิปไตย โดยเฉพาะในเรื่องของการจัดการการเลือกตั้ง
ย้ำอีกทีว่าเรื่องของการจัดการการเลือกตั้งในส่วนของเมื่อการเลือกตั้งสิ้นสุดลงแล้ว (post-election period)
ในแง่ที่ว่า ตอนนี้ประเทศจำนวนมากในแอฟริกานั้นมีความก้าวหน้าในเรื่องประชาธิปไตยในระดับหนึ่ง ในแง่ที่ว่า มีการเลือกตั้งกันหลายประเทศ (ในปีนี้และปีหน้าว่าไปแล้วจะมีรวมๆ กันเกือบยี่สิบแห่งนั่นแหละ)
สิ่งที่จะเป็นบทเรียนสำคัญก็คือ "ทันที" ที่การเลือกตั้งสิ้นสุดลง การจัดการความจริงในเรื่องการเลือกตั้งในแง่การ "ยอมรับ" และ "รับรอง" ผลการเลือกตั้งจากหลายฝ่ายเป็นเรื่องที่สำคัญ
เมื่อมองย้อนไป กรณีของไอเวอรีโคสต์ จีบักโบ้จึงไม่ควรจะเป็นคนเดียวที่ถูกกล่าวหา (ซะทีเดียว)
เริ่มต้นจากสหประชาชาติ และ กกต.ของไอเวอรีโคสต์ที่จัดการเลือกตั้ง ก็จัดการเลือกตั้งได้ดี และประกาศผลการเลือกตั้งว่าออตตาราได้เป็นผู้ชนะคนใหม่ แต่ปัญหากลับอยู่ที่ทั้งสหประชาชาติและ กกต. ดันไปเข้าร่วมในการให้ออตตาราปฏิญาณตนที่โรงแรมกอล์ฟ อาจจะเกินหน้าที่ไปสักหน่อย
ขณะเดียวกัน ทางฝ่ายศาลรัฐธรรมนูญของไอเวอรีโคสต์เอง ก็เร่งรีบที่จะประกาศผลคะแนนอีกจำนวนหนึ่งที่สนับสนุนออตตาราว่าไม่ถูกต้อง และยอมรับการเข้าดำรงตำแหน่งอีกครั้งของจีบักโบ้ ทั้งที่ตัวเองไม่มีอำนาจในการแต่งตั้งจีบักโบ้ซึ่งพ่ายแพ้จากการเลือกตั้ง และรู้ก็รู้ว่าจีบักโบ้ไม่สามารถกลับมาได้อีกเพราะผิดระเบียบในเรื่องของการอยู่ในตำแหน่งเกินสิบปี
ประเด็นก็คือ ไม่มีใครยอมใคร แล้วต่างฝ่ายก็สร้างเงื่อนไขให้นำไปสู่การใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาทั้งสิ้น ทั้งที่ในจุดตั้งต้นนั้น การเลือกตั้งเป็นเครื่องมือที่จะนำมาซึ่งความสมานฉันท์ท่ามกลางความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในแต่ละประเทศ
ในแง่นี้สิ่งที่ขาดไปในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประชาธิปไตยก็คือ การขาดแคลนการปกครองด้วยกฎหมายโดยเฉพาะในแง่ขององค์กรที่จะชี้ขาดและได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย
และหากมองย้อนหลังกลับไป เรื่องราวที่ซับซ้อนเข้ามาอีกก็คือ กรณีของไอเวอรีโคสต์นั้น เขาเป็นประเทศที่รุ่งเรืองมากจากการส่งออกโกโก้ ซึ่งทำให้เกิดการอพยพมาของผู้คนนอกประเทศมาเป็นแรงงานอยู่ทางตอนเหนือของประเทศ พวกนี้เป็นคนจน คนอพยพ และเป็นชาวมุสลิม และนี่คือฐานเสียงของออตตารา ขณะที่พวกจีบักโบ้คือคนใต้ที่เชื่อว่าพวกเขาคือชาวไอเวอรีโคสต์ที่แท้จริง
แน่นอนว่าจีบักโบ้นั้นปฏิเสธที่จะจัดการเลือกตั้งมานานมาก จนกระทั่งยอมจัดในท้ายที่สุด (แต่ไม่ยอมรับว่าแพ้) แต่อีกเงื่อนไขที่สำคัญก็คือการที่ต่างชาตินั้นบีบจีบักโบ้ ซึ่งในด้านหนึ่งก็สร้างความชอบธรรมให้จีบักโบ้ว่าเขาถูกกดดันจากมหาอำนาจ แต่ในอีกด้านหนึ่งบทบาทของ ECOWAS หรือประชาคมเศรษฐกิจของรัฐในแอฟริกาตะวันตกที่เป็นประเทศเพื่อนบ้านในการกดดันด้านเศรษฐกิจก็มีส่วนสำคัญ และเรามักมองไม่เห็น
แต่กระนั้นก็ตาม บทบาทของต่างชาตินั้นอาจจะขับเน้นพลังของการขับไล่ผู้นำประเทศได้ แต่จะทำให้ประเทศนั้นปลอดภัย มีสันติภาพ และสร้างประชาธิปไตยให้เข้มแข็งหรือไม่ก็จะต้องดูต่อไป ซึ่งเมื่อสองวันก่อน ในไนจีเรียนั้น แม้ว่าการเลือกตั้งประธานาธิบดีจะผ่านพ้นไป และคะแนนของผู้ชนะจะทิ้งห่าง แต่ความรุนแรงก็เกิดขึ้นในหลายพื้นที่เช่นกัน
เรื่องพวกนี้คงจะเป็นบทเรียนของประเทศเราไม่ใช่น้อย ไม่ใช่แค่มาลุ้นว่าจะมีการเลือกตั้งไหม แต่ควรจะดูว่าหลังการเลือกตั้งเราจะมีการบริหารจัดการผลการเลือกตั้งกันอย่างไร ไม่ใช่มองแต่ว่า กกต.สามารถจับผิดเลือกตั้ง หรือเชื่อว่าสุดท้ายก็ต้องใช้รถถังจัดการทางตันจากการเลือกตั้งกันอีก...



