ข่าว

จากอนาจารสู่การประจาน

จากอนาจารสู่การประจาน

21 เม.ย. 2554

ภาพการจัดการให้สามสาวโคโยตี้สีลม ที่ล้วนยังอยู่ในวัยเยาวชน นั่งประกอบการแถลงข่าวของเจ้าหน้าที่ตำรวจ คล้ายได้จับกุมผู้ต้องหาคดีร้ายแรง อีกทั้งบังคับให้ทั้งสามสาวเยาวชนอธิบายเหตุผลที่เปลือยอกเต้นบนเวทีสีลมในเทศกาลสงกรานต์

 พร้อมกับกล่าวถ้อยคำขอโทษประชาชนทั้งประเทศ เสมือนหนึ่งการกระทำความผิดฐานกระทำอนาจารในที่สาธารณะ ซึ่งเป็นความผิดลหุโทษของเธอเหล่านั้น ส่งผลกระทบถึงภาพลักษณ์อันดีงามของประเทศไทยทั้งระบบ เป็นภาพที่ดูเหมือนสร้างความภาคภูมิให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่น้อย ที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาคดีอนาจาร มาประจานซ้ำต่อสาธารณะ ทั้งที่หญิงสาวในชุดคลุมเป็นไอ้โม่งทั้งสามนั้น ก็น่าจะได้รับความอับอายเพียงพอแล้วที่คลิปของเธอปรากฏกับคนทั้งโลก

 ที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือ การที่สื่อโดยเฉพาะสื่อประเภทโทรทัศน์ ได้ถ่ายภาพเยาวชนหญิงทั้งสามคนด้วยวิธีการโคลสอัพเข้าไปใกล้ชิดหน้าเธอมากที่สุด ทุกช่องพยายามแข่งกันเพื่อให้ได้ภาพชัดที่สุด ดีที่สุด และถ่ายทอดทุกคำออกมามากที่สุด ถ่ายทอดทุกอิริยาบถนับตั้งแต่นาทีแรกที่ปรากฏตัวบนสถานีตำรวจ นอกจากนั้นภาพและเสียงผู้ปกครองของเด็ก ที่จะทำให้คนดูเข้าใจได้มากขึ้นว่าเด็กเป็นใคร ก็ถูกถ่ายทอดผ่านสื่อโทรทัศน์ด้วย นี่คือการทำหน้าที่สะท้อนภาพความเป็นจริงของสังคมหรือ นี่คือการทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ต่ออาชีวปฏิภาณของสื่อมวลชนหรือไม่ หรือเป็นเพียงการตอบสนองสัญชาตญาณความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์ ซึ่งมีเป้าหมายให้คนดูมากๆ เท่านั้น เป้าหมายอื่นนอกจากนี้ไม่มี

 เจ้าหน้าที่ตำรวจย่อมต้องรู้กฎหมายมากกว่าคนอาชีพอื่นๆ การที่จัดการให้เด็กและเยาวชนมาประกอบการแถลงข่าว ก็ไม่แตกต่างจากการร่วมกระทำความผิดในฐานะผู้สนับสนุน ให้สื่อละเมิดกฎหมาย พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 27 ที่ว่า “ห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณาหรือเผยแพร่ทางสื่อมวลชน หรือสื่อสารสนเทศประเภทใด ซึ่งข้อมูลเกี่ยวกับตัวเด็ก หรือผู้ปกครอง โดยเจตนาที่จะทำให้เกิดความเสียหายแก่จิตใจ ชื่อเสียง เกียรติคุณ หรือสิทธิประโยชน์อื่นใดของเด็ก หรือเพื่อแสวงหาประโยชน์สำหรับตนเอง หรือผู้อื่นโดยมิชอบ” นี่เป็นความผิดชัดเจนตามกฎหมาย แต่นั่นก็อาจไม่สำคัญเท่ากับความรับผิดชอบต่อคนอ่าน คนดู คนฟัง ของสื่อไม่ว่าจะมีกฎหมายบังคับไว้หรือไม่

 เด็กและเยาวชนถูกทำร้ายมากแล้วในสังคมนี้ ภาพเด็กและเยาวชนสวมคลุมไอ้โม่งที่ปรากฏต่อสาธารณะอยู่บ่อยครั้ง จากผลงานของนักการเมืองหญิง ที่พยายามแสดงราคาความเป็นนักสังคมสงเคราะห์คนหนึ่ง  เป็นภาพที่หลายคนอาจไม่เฉลียวใจว่า นี่คือการทำร้ายซ้ำๆ สำหรับเด็กและเยาวชนที่ตกเป็นเหยื่อ สื่อมวลชน ตำรวจน่าจะได้คิดว่า การไหลไปตามกระแสสังคม นำเด็กผู้หญิงที่กระทำความผิดโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ มาประจานต่อในที่สาธารณะ นั่นกลับเป็นการซ้ำเติมความทุกข์ของเธอและครอบครัวมากขึ้น