
นำ3นปช.ขังต่อที่ตชด.ภาค1ปทุมธานี
ตำรวจกองปราบปรามนำกำลังเข้าตรวจยึดอุปกรณ์ออกอากาศสถานีวิทยุชุมชนคนรักอุดร พร้อมจับกุมดีเจขณะดำเนินรายการ ด้านเสื้อแดงนับร้อยเดือดล้อมโรงพัก ด่าทอเจ้าหน้าที่ ส่วน "ขวัญชัย ไพรพนา" ยังล่องหน "ปชป."ท้า"เพื่อไทย"สอบเหตุสลายม็อบเสื้อแดง แนะให้แสดงหลักฐานข้อเท
(16 เม.ย.) หลังจากศาลได้มีคำสั่งยกคำร้องขอฝากขังนายวีระ มุสิกพงษ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และ นพ.เหวง โตจิราการ ผู้ต้องหาทั้งสามของตำรวจ และคำร้องคัดค้านการฝากขัง รวมทั้งคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวของทนายผู้ต้องหา เนื่อจากเห็นว่า การใช้อำนาจหน้าที่ควบคุมตัวผู้ต้องหาตาม พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ซึ่งเจ้าหน้าที่ตรวจ มีอำนาจหน้าที่ควบคุมตัว 7 วัน ตำรวจได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งสามลงมายังห้องคุมขังใต้ถุนศาล ก่อนที่จะแยกตัวผู้ต้องหาทั้งสามขึ้นรถยนต์ตำรวจนครบาล โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2นายนั่งประกบผู้ต้องหาเพื่อนำตัวไปควบคุมที่กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 จ.ปทุมธานี
เสื้อแดงเดือดล้อมโรงพักหลังวิทยุชมรมคนรักอุดรถูกปิด
เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 16 เมษายน พ.ต.อ.ประเสริฐ พัฒนาดี ผกก.3 กองบังคับการตำรวจกองปราบปราม , พ.ต.ท.นิรันดร์ สัตยารังสรรค์ รอง ผกก.3 พร้อมกำลังเข้าขอความร่วมมือ พ.ต.ท.ภัทรพล กมล รอง ผกก.กลุ่มงานสืบสวน ภ.จว.อุดรธานี เข้าทำการตรวจค้นสถานีวิทยุชุมชนคนรักอุดร ชุมนุมหนองเหล็กซอย 9 ต.หมากแข้ง อ.เมือง จ.อุดรธานี ตามหมายค้นของศาล จ.อุดรธานี ที่ ค 87/2552 ลงวันที่ 16 เมษายน โดยมีนางอาภรณ์ สาราคำ ภรรยา นายขวัญชัย สาระคำ หรือไพรพนา แสดงตัวเป็นผู้รับผิดชอบและนำตรวจค้น
ขณะเข้าตรวจค้น นายวชิร คำสืบ หรือดีเจใหม่ นักจัดรายการของสถานีและเป็นผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง กำลังจัดรายการ เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบได้สั่งให้หยุดการออกอากาศ โดยระบุว่าจะต้องตรวจสอบอุปกรณ์ทั้งหมด โดยมี นางอาภรณ์ พร้อมพนักงานในสถานีวิทยุ ร่วมในการตรวจสอบ ท่ามกลางกลุ่มคนเสื้อแดงทยอยเดินทางมาที่สถานี และมีบางคนมีปากเสียงกับสายตรวจ 191 สภ.เมืองอุดรธานี ที่เดินทางมาพร้อมกับกองปราบ โดยเจ้าหน้าที่สายตรวจถูกรุมบันทึกภาพ จากนั้นตำรวจกองปราบทำการยึดอุปกรณ์การออกอากาศ 17 รายการ พร้อมควบคุมตัวนายวชิรนำมาสอบสวนที่กลุ่มงานสืบสวน ภ.จว.อุดรธานี
ระหว่างที่กลุ่มงานสืบสวน ภ.จว.อุดรธานีบันทึกเอกสารตรวจยึด และทำการบันทึกยึดทั้ง 17 รายการ ปรากฎว่าได้มีกลุ่มสมาชิกชมรมคนรักอุดร ที่ทั้งสวมเสื้อแดงและเสื้อสีต่างๆ ได้ทยอยเดินทางมาเพิ่ม รวมแล้วมากกว่า 50 คน ท้งหมดได้ด่าทอเจ้าหน้าที่ตำรวจ เนื่องจากไม่พอใจการทำงาน โดยให้เหตุผลว่าสถานีวิทยุเป็นของประชาชน ต่างนำเงินมาลงทุนเป็นหุ้นส่วนกัน หากจะมาจับกุมสถานีวิทยุชุมชนคนรักอุดร ก็ต้องจับกุมสถานีวิทยุชุมชนอื่นด้วย โดยในวันนี้มีผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าวต่างประเทศ ร่วมเดินทางมาทำข่าวนี้ด้วย จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัว นายวชิร พร้อมของกลาง นำส่ง พ.ต.ต.ประยงค์ จอมสมสา พงส.สภ.2 สภ.อุดรธานี
ขณะที่กลุ่มสมาชิกชมรมคนรักอุดรที่เดินทางมาสมทบกว่า 100 คน ได้พากันเดินมาที่ สภ.เมืองอุดรธานี และที่หน้าห้องสอบสวนพร้อมส่งเสียงแสดงความไม่พอใจเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหานายวชิร ว่า “ทำ มีหรือใช้ เครื่องวิทยุคมนาคม โดยไม่ได้รับอนุญาต และตั้งสถานีวิทยุคมนาคม โดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พรบ.วิทยุคมนาคม พ.ศ.2498”โดย นายทองดี มนิสสาร ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย กำลังเดินทางมาที่ สภ.อุดรธานี เพื่อประกันตัวนายวชิร ในวงเงินประกัน 100,000 บาท
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับสถานีวิทยุชุมชนคนรักอุดร ออกอากาศเพื่อเป็นกระบอกเสียงสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาตั้งแต่ยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แม้จะถูกปิดไปในช่วงปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 ก็ยังสามารถกลับมาเป็นกระบอกเสียงตลอดมา จนเมื่อวันที่ 14 เมษายนที่ผ่านมา หลังจากการประกาศยุติการชุมนุมของ นปช. สมาชิกชมรมคนรักอุดร ที่เดินทางไปชุมนุมที่ กทม.เดินทางกลับมาถึงเช้าวันที่ 15 เมษายน การนำเสนอเนื้อหาลดลง ส่วนนายขวัญชัย ไพรพนา พร้อมการ์ด 3 คน ได้เดินทางออกจากสถานีตั้งแต่คืนวันที่ 14 เมษายน จนถึงขณะนี้ ยังไม่สามารถติดต่อได้ และในวันนี้เจ้าหน้าที่กองปราบมายึดเครื่อง และปิดสถานี
ปชป.ท้าเพื่อไทยสอบเหตุสลายม็อบเสื้อแดง
ที่พรรคประชาธิปัตย์ น.พ.วรงค์ เดชกิวิกรม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ รองโฆษกพรรค กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทย (พท.) ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 4 ชุด เพื่อหาข้อเท็จจริงและช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ว่า ยินดีให้ความร่วมมือ และท้าให้ตรวจสอบ เพราะช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวมาปิดไม่มิดอยู่แล้ว แต่พรรคเพื่อไทยต้องพร้อมแสดงหลักฐานยืนยันในสิ่งที่พูด โดยเฉพาะการกล่าวหาว่ามีคนตายจำนวนหลายสิบคน เพราะเหตุการณ์วันดังกล่าว สื่อมวลชนจำนวนมากอยู่ในที่เกิดเหตุ และมีถ่ายทอดสดอยู่โดยตลอด หากมีคนตายต้องมีคนเห็นแล้ว



