
8เครือข่ายอปท.เสนอ10ข้อปฏิรูปองค์กรฯ
8 เครือข่ายอปท. เสนอ 10 ข้อปฏิรูปองค์กรฯ ด้านตัวแทน เพื่อไทย-ปชป." ขานรับชูกำหนดเป็นนโยบาย ขณะที่"หมอประเวศ ชี้แนะแก้ปัญหาอปท.จะต้องแก้โครงสร้างกระจายอำนาจ อย่ารวมศูนย์อำนาจไว้ส่วนกลางมากเกินไป
(20เม.ย.) ที่โรงแรมรามา การ์เด้น 8 เครือข่ายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ได้นำเสนอข้อเสนอการปฏิรูประบบการปกครองท้องถิ่นต่อ ตัวแทนพรรคการเมือง มีนาย ชำนิ ศักดิเศรษฐ์ ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ , นายวิทยา บุรณศิริ ตัวแทนพรรคเพื่อไทย , พ.ต.อ. ธนบดี ภู่สุวรรณ พรรคประชากรไทย , นาย ประเสริฐ เลิศยะโส พรรคการเมืองใหม่ เข้าร่วมรับฟังข้อเสนอ
นายชาตรี อยู่ประเสริฐ เป็นตัวแทนนำข้อเสนอในการปฏิรูปการปกครองส่วนท้องถิ่น 10 ข้อ มีประเด็นหลักคือ 1 . จัดตั้ง “ สภาการปกครองท้องถิ่นแห่งชาติ ” ให้เป็นกลไกกลางในการประสานให้เกิดการพัฒนาระบบการปกครองท้องถิ่น และพัฒนาระบบที่มีความยืดหยุ่นตามพื้นฐานทางวัฒนธรรม ได้มีเอกภาพในการบริหารจัดการท้องถิ่นทั้งด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน ด้านการงบประมาณ และด้านการบริหารจัดการองค์กร 2. จัดสรรงบประมาณแก่ อปท. ในระดับที่พอเพียงต่อการดูแลประชาชน โดยเบื้องต้นให้ใช้สัดส่วนงบประมาณไม่น้อยกว่าร้อยละ 35 ของรายได้ของรัฐบาล ภายใน 5 ปี นับตั้งแต่ปีงบประมาณ 2555 เป็นต้นไป และให้มีกระบวนการตรากฎหมายเฉพาะว่าด้วยการถ่ายโอนภารกิจให้ อปท.ของส่วนราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาคให้มีผลการบังคับใช้และมีบทลงโทษที่ชัดเจนกรณีที่ไม่ดำเนินการ
3 .ใช้มาตรการกำหนดหลักเกณฑ์ในการจัดสรรเงินอุดหนุนรายหัวของประชากรในสัดส่วนที่ไม่แตกต่างกันระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละรูปแบบ และประกันรายได้แต่ละองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่น้อยกว่า 15 ล้านบาทสำหรับพื้นที่ที่มีความยากลำบากและมีลักษณะเฉพาะ เพื่อลดความเลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมพื้นฐาน 4 . ตรากฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นขึ้นใหม่ และแก้ไขกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น เป็นไปโดยกลไกภาคประชาชน ทั้งการจัดการเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่น รวมถึงการตรวจสอบและรับรองผลการเลือกตั้ง ทั้งนี้เพื่อให้กระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยท้องถิ่นมีความสมบูรณ์
5. จัดตั้ง “ กองทุนการศึกษาเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต ” ให้เป็นกลไกการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้กับคนในชุมชนท้องถิ่น ทั้งนี้เพื่อพัฒนาคุณภาพของคนในพื้นที่ที่การศึกษาในระบบเพียงอย่างเดียวไม่สามารถดำเนินการได้และส่งเสริมบทบาทของประชาชนในการจัดการศึกษาที่บนฐานวัฒนธรรมของตนเอง โดยกองทุนดังกล่าว เป็นการสมทบงบประมาณร่วมกันจากรัฐบาล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาชน ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน
6. ใช้มาตรการสมทบงบประมาณให้กับชุมชนท้องถิ่นที่พัฒนาระบบการจัดการตนเองและมีระบบการเงินการคลังของชุมชนด้วยการจัดตั้งเป็นกองทุนที่มีระบบบริหารจัดการที่ได้รับการยอมรับของชุมชน ได้แก่ กองทุนสวัสดิการชุมชน กองทุนประกันราคาผลผลิตด้านเกษตร เป็นต้น เพื่อแสดงถึงเจตนารมณ์ในการสนับสนุนการจัดการตนเองของชุมชนท้องถิ่นที่ส่งผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชน
7.จัดตั้ง “ กองทุนสวัสดิการสำหรับบุคคลากรของท้องถิ่น ” ให้มีความเสมอภาคกับสวัสดิการที่รัฐให้กับข้าราชการพลเรือน ทั้งนี้จะเป็นการให้ความสำคัญกับหน่วยงานส่วนท้องถิ่นที่อยู่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุดเมื่อเทียบเคียงกับหน่วยราชการส่วนกลางและภูมิภาค รวมถึงการสร้างขวัญกำลังให้แก่บุคลากรที่ทำหน้าที่เพื่อส่วนรวมและผลตอบแทนไม่สูงนัก
8. ผลักดันข้อเสนอปฏิรูปโครงสร้างอำนาจของคณะกรรมการปฏิรูปให้เกิดเป็นรูปธรรมโดยเฉพาะการยุบราชการส่วนภูมิภาค 9. ผลักดันกฎหมายเกี่ยวกับท้องถิ่นที่อยู่ระหว่างการพิจารณาให้สามารถมีผลบังคับใช้ได้โดยเร็ว และ 10. จัดตั้ง “สถาบันพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” ที่เป็นอิสระ
หลังการรับฟังข้อเสนอ ด้านนายสมพร ใช้บางยาง ประธานคณะกรรมการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อการปฏิรูป กล่าวว่า หลังจากนี้เครือข่ายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องขับเคลื่อนกันต่อไป เพื่อให้พรรคการเมืองที่ไม่ได้มาร่วมรับฟังวันนี้ ได้ฟังความเห็นและข้อเสนอของเครือข่ายฯต่อไป โดยกล่าวว่าสิ่งที่เครือข่ายมุ่งหวังคือการทำให้ท้องถิ่นมีความเข้มแข็ง เพราะการกระจายอำนาจไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะนำไปสู่การคืนอำนาจให้ประชาชนด้วย
ด้านนาย ชำนิ ศักดิ์เศรษฐ์ ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า ข้อเสนอทั้ง 10 ข้อ ไม่ได้หนักใจ หรือท้าทายในการตัดสินใจแต่อย่างใด เพราะการปฏิรูปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ดำเนินมาสู่ระยะที่สองแล้ว โดยระยะแรก คือ การปฏิรูปเชิงโครงสร้างตามรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งในการปฏิรูปรอบ 2 หวังว่า จะเป็นการปฏิรูปปรับแต่งให้เป็นองค์กรที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะที่องค์กรปกครองท้องถิ่นต้องปรับตัวเองให้มีความพร้อมอย่างเต็มกำลัง และต้องจัดโครงสร้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เปิดโอกาสให้กับชุมชนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมด้วย เพราะชุมชนไม่ควรอยู่ในฐานะเป็นเพียงผู้รับบริการ แต่ควรมีบทบาทในการบริหาร จัดการและร่วมมือในการตัดสินใจ
นายวิทยา บุรณศิริ ตัวแทนพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เห็นด้วยกับข้อเสนอ เพราะบางข้อนั้นสามารถดำเนินการได้ทันที โดยพรรคการเมืองใดก็ทำได้ โดยเห็นว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องช่วยเหลือตัวเองและดำเนินการในบางเรื่องได้ด้วยตัวเอง และได้เสนอสิ่งที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรทำ 2 เรื่อง คือ การสร้างความโปร่งใส่ และการตราข้อบัญญัติขององค์กรท้องถิ่นเอง ในส่วนของพรรคเพื่อไทยมีนโยบายที่สอดคล้องอยู่แล้ว ในการถ่ายโอนภารกิจและงบประมาณให้กับท้องถิ่นให้ครบถ้วนภายใน 4 ปี เพื่ไทยขอยืนยันพร้อมสนับสนุนท้องถิ่นที่มีความเข้มแข็งจนกระทั่งเป็นรูปแบบพิเศษได้ เช่นภูเก็ต แม่สอด หรือ 3 จังหวัดชายแดนใต้ แต่รูปแบบพิเศษใดๆ อยู่ที่บริบทของแต่ละพื้นที่
ในตอนท้ายของการประชุม น.พ.ประเวศ วะสี กล่าวว่า การที่ทุกคนมาพบกันครั้งนี้ เพราะต้องการเห็นประเทศชาติสงบสุข ไทยได้พยายามมา 100 กว่าปีแล้วตั้งแต่ก่อนปี 2475 ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ตรงนี้ย่อมแสดงว่า คนไทยต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง ต้องขอบอกว่า ขณะนี้เรากำลังอยู่ในช่วงของการพัฒนา ตนกำลังหาคนมาทำยุทธศาสตร์ของชาติที่จะมีการสำรวจปัญหาทุกๆด้าน ไม่ว่าเป็น ด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ในความเป็นจริงแล้วประชาชนไทยเป็นคนที่มีพื้นฐานมีความอ่อนโยน
แต่มีข้อเสียอย่างเดียว คือ ไม่ชอบมองปัญหาเชิงระบบที่เป็นโครงสร้างหลัก เราชอบไปจับปัญหาที่ปลายเหตุ ไม่ใช่ต้นเหตุ วิกฤตสังคมไทยขณะนี้ มีความพยายามแก้ไขจากหลายฝ่าย แต่มีข้อเสียคือเรื่องวิธีคิด ไม่คิดเชิงระบบที่เป็นโครงสร้าง มองเป็นเรื่องของบุคคล ที่เป็นความดีความชั่ว เอาพระมาสอนธรรมะ ขณะนี้กรรมการ 2คณะเห็นพ้องต้องกันว่า ประเทศไทยมีปัญหาใหญ่คือการรวมศูนย์อำนาจรัฐทำให้ไม่เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงชุมชนที่เป็นประชาชนคนส่วนใหญ่ในท้องถิ่นไม่สามารถจัดการปัญหาของตัวเองได้ ทำให้ปัญหาเหล่านี้มุ่งมาที่จุดรวมศูนย์คือส่วนกลาง ซึ่งใครที่มานั่งเป็นนายกรัฐมนตรีต้องเจอพุงชนหมดแทบทุกเรื่องทุกคน เมื่อนายกรัฐมนตรีแก้ปัญหาให้ไม่ได้ก็มีการเรียกร้องให้ทำรัฐประหาร
“ ปัญหาที่แท้จริงเป็นเรื่องของโครงสร้างมากกว่า เราอยากเห็นการเมืองดีกว่านี้ ราชการดีกว่านี้ กองทัพไม่ทำรัฐประหาร ขณะที่เราไปจับปลายเหตุของปัญหา ต้นเหตุของปัญหาวิกฤตสังคมไทยคือ การรวมศูนย์อำนาจรัฐ ไม่เป็นประชาธิปไตย ทำรัฐประหารได้ง่าย เกิดความขัดแย้งระหว่างอำนาจส่วนกลางกับวัฒนธรรมท้องถิ่น ดังนั้นการกระจายอำนาจท้องถิ่นจะช่วยให้จัดการแก้ไขปัญหาที่ต้นตอได้ ” น.พ.ประเวศ ระบุ



