
เก๋ไก๋ ก้าวไกล แฟชั่นยุคใหม่ของชาวอาเซียน
เปิดเวทีแสดงความสามารถ พร้อมตอกย้ำแนวคิดคนไทยทำได้อีกครั้ง เมื่อกรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ จับมือสหพันธ์อุตสาหกรรมสิ่งทอแห่งประเทศไทย ร่วมกันเผยศักยภาพอันโดดเด่นของแฟชั่นในกลุ่มประเทศอาเซียน ในงานแสดง สินค้าแฟชั่นและงานสินค้าเครื่องหนังปี 2554 (
พิธีเปิดงานได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ พรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน พร้อมด้วยเอกอัคราชทูต ผู้แทนจากประเทศสมาชิกอาเซียนและผู้ทรงคุณวุฒิในอุสาหกรรมแฟชั่นไทยอีกมากมาย โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักจาก บรรดาผู้ร่วมแสดงสินค้าแฟชั่น เสื้อผ้า และเครื่องหนัง จากกลุ่มประเทศอาเซียน กว่า 1,100 บูธ ในพื้นที่กว่า 30,000 ตารางเมตร กับการจัดโชว์สินค้าในรูปแบบ แฟร์-อิน-แฟร์ ในหมวดของสิ่งทอ เครื่องหนัง นักออกแบบ เครื่องนุ่งห่ม เครื่องประดับ และนวัตกรรมเครื่องจักรกลในสิ่งทอ นอกจากนี้ยังได้รับความร่วมมือจากประเทศแถบเอเชีย อย่าง จีน อินเดีย และญี่ปุ่น ที่มาร่วมแสดงสินค้า ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการผลักดันให้งานเข้าสู่ระดับเอเชียในอนาคต
โดยไฮไลท์ของงานอยู่ที่ การแสดงแฟชั่นโชว์สำหรับช่วง สปริงค์ซัมเมอร์ 2012 จากประเทศสมาชิกในกลุ่มอาเซียน ที่นำเสนอไอเดียและนวัตกรรม พร้อมบ่งบอกถึงความก้าวหน้าในอุตสาหกรรมแฟชั่นของแต่ละประเทศ ด้วยเอกลักษณ์อันโดดเด่นไปด้วยสีสัน ดีไซน์ ที่ยังแฝงไปด้วยวัฒนธรรมดั้งเดิมของตัวเอง อาทิ การนำผ้าไหมมาผสมผสานความโมเดิร์นให้กลายเป็นชุดราตรีสีม่วงเรียบหรู ตามสไตส์ชาวอินโดนีเซีย พร้อมเปิดมุมมองใหม่จากแฟชั่นชุดราตรีแขนยาวสำหรับสาวมุสลิมในผลงานการออกแบบของประเทศมาเลเซีย ต่อด้วยชุดลำลองสบาย แฝงความน่ารักด้วยผ้าลายลูกเป็ดกับหมวกใบเก๋ จากแบรด์ดังในประเทศสิงคโปร์ เช่นเดียวประเทศไทยที่ได้ห้องเสื้อดัง “ไข่ บูติก” มาร่วมโชว์คอลเลกชั่นไทยๆ ตั้งแต่หัวจรดเท้า สะดุดตาด้วยกางเกงและกระโปรงที่ทำจากผ้าพิมพ์ลายไทยประณีต และมงกุฎชฎาที่ไม่เหมือนใคร นอกจากนี้ยังมีผลงานจากห้องเสื้อดังของประเทศลาว,ฟิลิปปินส์, กัมพูชา,พม่า และเวียดนาม มาร่วมแสดงอีกด้วย
พรทิวา นาคาศัย กล่าวถึงภาพรวมสำหรับอุตสาหกรรมแฟชั่นในไทยว่าเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญที่สุด ซึ่งในปี 2553 การส่งออกสิ่งทอ เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม ทำรายได้เข้าประเทศถึง 7,677 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่เครื่องหนัง สามารถนำรายได้เข้าประเทศได้ถึง 1,595 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเติบโตกว่าร้อยละ 10 ในปีนี้ อันเป็นผลจากการส่งเสริมอุตสาหกรรมจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
“เราเชื่อมั่นว่าด้วยความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาวอาเซียน บวกกับเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ จะสามารถสร้างอิทธิพลต่อกระแสแฟชั่นโลกได้ และจากการจัดงานอย่างต่อเนื่องมากว่า 2 ทศวรรษ ด้วยจำนวนผู้เข้าชมกว่าล้านคนจากทั่วโลก จึงถือได้ว่างานนี้จะเป็นอีกเวทีหนึ่งที่ช่วยพลักดันให้ประเทศไทยได้แสดงออกถึงความเป็นผู้นำด้านแฟชั่นและอาเซียน ในภูมิภาคเอเชียได้ในอนาคต” พรทิวา กล่าวถึงเป้าหมายของการจัดงาน
ภายในงานปีนี้นอกจากผู้เข้าเยี่ยมชมจะได้พบกับการแสดงแฟชั่นโชว์และสินค้าแล้ว ยังมีการแสดงผลงานจากนักออกแบบไทยรุ่นใหม่ การสัมนาทางแฟชั่นในหัวเรื่องต่างๆ และนิทรรศการที่น่าสนใจอีกมากมาย โดยประชาชนทั่วไปสามารถเข้าชมงานและอุดหนุนสินค้าได้ในวันที่ 23-24 เมษายนนี้ ตั้งแต่เวลา 10.00- 21.00 น. เป็นต้นไป



