ข่าว

"ชาวสมุทรสาคร" ชี้ ปักไม้ไผ่ดีสุดแก้ปัญหาดินทรุดได้

"ชาวสมุทรสาคร" ชี้ ปักไม้ไผ่ดีสุดแก้ปัญหาดินทรุดได้

21 เม.ย. 2554

สมุทรสาคร-กลุ่มปักไม้ไผ่สกัดเซาะชายฝั่งมหาชัย รับงบยุทศาสตร์กลุ่มจังหวัด 35 ล้าน "สาน ต่อโครงการใหม่ 4 ตำบล" เผย ไม่ปลื้มทีกรอยน์ เพราะไม่เหมาะกับวิถีชีวิตคนในพื้นที่

 ผู้สื่อข่าวรายงานคืบหน้าโครงการปักไม้ไผ่ชะลอคลื่นกัดเซาะชายฝั่งภาคประชาชน จ.สมุทรสาคร ตามแนวคิดเศรษฐกิจว่า นายวรพล ดวงล้อมจันทร์ ในฐานะแกนนำและผู้ประสานงาน กลุ่มฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติชายฝั่งทะเลอ่าวมหาชัย จ.สมุทรสาคร พร้อมด้วยนาย นรินทร์ บุญร่วม ฐานะวิทยากร และแกนนำผู้ประสานงานอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอ่าวไทยตระวันตก พร้อมคณะได้เดินหน้าโครงการ “ปักไม้ไผ่ชะลอคลื่น อ.เมืองสมุทรสาคร หลังได้รับงบยุทธศาสตร์ (กลุ่มจังหวัด) ในวงเงิน 35 ล้านบาท เพื่อดำเนินการเพิ่มขึ้นอีก 4 ตำบล

 โครงการนี้เริ่มตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคมที่ผ่านมา สิ้นสุด 24 พฤศจิกายน ได้แก่ ต.บ้านบ่อ ต.บางโทรัด ต.นาโคก และต.กาหลง รวมระยะ 240 วัน

 นายวรพล ฐานะอนุกรรมาธิการวุฒิสภา ฐานะผู้ประสานงานกลุ่มจังหวัด เปิดเผยว่า โครงการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งมหาชัยที่เพิ่งจบไป 4 ตำบล เป็นงบของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ (ทช.) ให้เงินมาซื้อไม้ไผ่จำนวน 34,875,000 บาท ปักลงชายฝั่งจำนวน 4 พื้นที่ ได้แก่ หมู่ 6 ต.บางหญ้าแพรก หมู่ 1 ต.บางกระเจ้า หมู่ 3 ต.โคกขาม และหมู่ 8 ต.พันท้ายนรสิงห์ ซึ่งได้เสร็จสิ้นไปแล้ว มีหน้ากว้างเฉลี่ยราว 1 กิโลเมตรเท่านั้น

 ดังนั้นไม้ไผ่ที่ปักไปยังไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับแนวชายฝั่ง จ.สมุทรสาคร มีเนื้อที่ให้ซ่อมแซมทั้งสิ้นกว่า 30 กิโลเมตร และจากที่ได้ปักไปแล้วนั้น ทำให้เห็นผลได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะที่ ต.บางหญ้าแพรก ได้ผลดีมาก เห็นได้จากล่าสุดประชาชนสามารถเข้ามาปลูกป่าได้แล้วด้วย

 ที่ผ่านมายังพบว่าไม่มีรัฐบาลยุคไหนใส่ใจแก้ปัญหาจริงจังกับเรื่องนี้ ทำให้ภาคประชาชนต้องลุกขึ้นมาแก้ไขปัญหาดังกล่าวเอง ด้วยการรวบรวมเงินทุนจากเอกชน พ่อค้า ประชาชน งบยุทธศาสตร์จังหวัด เพื่อปักไม้ไผ่ชะลอคลื่น โดยลอกวิธีปักเลี้ยงหอยแครง-หอยแมลงภู่ ปรากฏว่าตลอด 3 ปีมีเนื้อที่ชายฝั่งกลับคืนอย่างเป็นรูปธรรมกว่า 300 ไร่

 ส่วนกระแสที่ว่าจะมีการมาสร้างทีกรอยน์ให้นั้น ประชาชนเห็นว่าไม่เหมาะสมต่อวิถีชีวิตประชาชนริมฝั่งของ จ.สมุทรสาคร นอกจากจะทำให้สิ้นเปลืองเงิน ไม่ได้ระบบนิเวศกลับคืน และไม่เข้ากับธรรมชาติแล้ว ยังกลายเป็นภาระและปัญหาให้ชาวบ้านด้วย เห็นได้จากมีซากไส้กรอกที่เมื่อ 4 -5 ปีก่อนถมลงมาฝังทิ้ง แล้วก็ใช้การไม่ได้ ใช้เงินไปประมาณ 300 ล้านบาท นอกจากจะไร้ประโยชน์ สูญเปล่า และชำรุด ก็ทำให้มีเม็ดทรายรั่วทำลายนิเวศชายเลน เป็นภาระให้ชาวบ้านอีกด้วย

 ดังนั้นสำหรับที่นี่ การปักไม้ไผ่ชะลอคลื่นตามวิถีชีวิตชุมชนน่าจะเหมาะกับคนที่นี่มากที่สุด