
กองปราบฯบุกยึดเครื่องส่งวิทยุชุมชนคนรักอุดร
ค้นสถานีวิทยุชุมชนคนล้านนาของแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงลำปาง ก่อนยึดอุปกรณ์การส่งกระจายเสียง และป้ายปลุกระดม กระสุนเกือบพันนัดตรวจสอบ ขีดเส้น 20 เม.ย.วิทยุชุมชนคนเสื้อแดงเชียงใหม่ห้ามออกอากาศ เสื้อแดงชัยภูมิเดินแผนใต้ดิน ส่งกำนัน ผญบ.ปลุกระดมรากหญ้าไล่รัฐบาลคร
เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 16 เม.ย.เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบฯ ได้นำกำลังเข้าบุกยึดเครื่องส่งสถานีวิทยุชุมชนคนรักอุดรของ นายขวัญชัย สาราคำ หรือไพรพนา พร้อมนำอุปกรณ์เครื่องส่งทุกชิ้นมาเก็บไว้ที่ห้องชุดสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดอุดรธานี ทำให้สมาชิกชมรมคนรักอุดรไม่พอใจนำมวลชนกว่า 40 คน มาปิดล้อมตำรวจ ภ.จว.อุดรธานี
บุกค้นวิทยุชุมชนแกนนำเสื้อแดงลำปางด้วย
เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 16 เม.ย.นายสามารถ ลอยฟ้า รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง พร้อมด้วยพล.ต.ต.อรรถกิจ กรณ์ทอง ผบก.ภ.จว.ลำปาง พ.ต.อ.มนตรี สันบุญญานันท์ รองผบก.ภ.จว.ลำปาง พ.อ.(พิเศษ) สุรคน ท้วมเสน รองผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดลำปาง นายสมศักดิ์ เรืองศรีชัย ผู้อำนวยการศูนย์ตรวจสอบการใช้ความถี่วิทยุเขต 3 ลำปาง ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของจังหวัด และตำรวจชุดสืบสวนภ.จว.ลำปาง หน่วยปฎิบัติการพิเศษตำรวจภูธรจังหวัดลำปาง กว่า 20 นาย พร้อมหมายค้นของศาลจังหวัดลำปาง เข้าตรวจค้นสถานีวิทยุชุมชนคนล้านนา (สถาบันกวดวิชาโล่เงิน) ซึ่งเป็นอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น เลขที่ 134/4 ถนนลำปาง-แม่ทะ ต.พระบาท อ.เมือง จ.ลำปาง ซึ่งสถานีวิทยุชุมชนคนล้านนา เป็นของนายณัฐชัย อินทราย ซึ่งเป็นแกนนำคนสำคัญของกลุ่มคนเสื้อแดงในจ.ลำปาง
เบื้องต้นทราบว่านายณัฐชัย ไม่อยู่ เจ้าหน้าที่จึงแสดงหมายค้นต่อผู้ที่อยู่ภายในอาคาร ซึ่งทราบว่าเป็นภรรยาของนายณัฐชัย ก่อนจะเข้าตรวจค้นภายในสถานีวิทยุ ตั้งอยู่ชั้น 1 ของอาคารพาณิชย์ และชั้นที่ 2 และ 3 ซึ่งเป็นที่พัก โดยการตรวจค้นเจ้าหน้าที่จะตรวจค้นอย่างละเอียดเพื่อตรวจสอบสิ่งผิดกฎหมาย โดยเฉพาะข้อมูลในคอมพิวเตอร์ที่ใช้ส่งกระจายเสียงว่ามีข้อมูลในการปลุกระดมประชาชน และข้อมูลในการสร้างความไม่สงบต่อบ้านเมืองอย่างไรบ้าง ซึ่งการตรวจค้นในครั้งนี้ ทางพล.ต.ต.อรรถกิจ ไม่อนุญาตให้ผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าไปภายใน โดยอ้างว่าเพื่อประโยชน์ต่อความมั่นคงของชาติ
อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นทราบว่ามีการปิดในห้องออกอากาศและส่งกระจายเสียง พบแต่อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ในการส่งกระจายเสียง แต่ไม่พบเครื่องส่งกระจายเสียง นอกจากนี้ยังพบป้ายปลุกระดมการชุมนุมและป้ายเขียนกล่าวโจมตีรัฐบาล จำนวนหนึ่งภายในอาคาร เจ้าหน้าที่จึงอายัดไว้ตรวจสอบ นอกจากนี้ทางเจ้าหน้าที่ตรวจพบกระสุนขนาด .22 มม.จำนวน 950 นัด ซึ่งอยู่ในห้องพักจึงยึดไว้ตรวจสอบ นอกจากนี้เจ้าหน้าที่
ขีดเส้น20เม.ย.วิทยุชุมชนคนเสื้อแดงห้ามออกอากาศ
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 16 เม.ย. นายไพโรจน์ แสงภูวงษ์ รองผู้ว่าราชการจ.เชียงใหม่ พล.ต.ต.สมหมาย กองวิสัยสุข ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ พร้อมกำลังตำรวจ สภ.เมือง และนปพ.กว่า 50 นาย นำหมายศาลจังหวัดเชียงใหม่ เลขที่ ค.260/2552 ลงวันที่ 15 เม.ย.2552 ตามกฎหมายอาญา ม.116 เพื่อพบและยึดสิ่งของพยานหลักฐานเอกสารที่ใช้ในการปลุกระดมเชิญชวนประชาชนทั่วไปร่วมต่อต้านรัฐบาล เข้าตรวจค้นที่โรงแรมวโรรส แกรนด์ พาเลซ เลขที่ 64 ซ.1 ถ.อินทวโรรส ต.พระสิงห์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ สถานที่ตั้งสถานีวิทยุชุมชน คลื่นเอฟเอ็ม 92.5 เมกะเฮิร์ต ของกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 หรือกลุ่มคนเสื้อแเดง
โดยมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) และเจ้าหน้าที่สถานีรตรวจสอบการใช้ความถี่วิทยุจ.เชียงใหม่ นำเครื่องตรวจสอบคลื่นความถี่วิทยุ หรือ สเป็กตั้ม อนาไรซ์เซอร์ มาตรวจสอบวิเคราะห์แถบคลื่นการออกอากาศของสถานีวิทยุชุมชนด้วย
เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึงและแสดงหมายค้น ได้นำกำลังเข้าไปตวรจสอบภายในและขึ้นไปที่ชั้น 4 ของโรงแรมซึ่งเป็นห้องออกอากาศ โดยการ์ดของกลุ่มคนเสื้อแดงไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนที่ติดตามทำข่าวเข้าไปภายในโรงแรม ส่วนบริเวณด้านหน้าโรงแรมมีประชาชนที่ให้การสนับสนุนคลื่นวิทยุดังกล่าวมาร่วมตัวกันประมาณ 50 คน ต่างแสดงความไม่พอใจและตะโกนด่าเจ้าหน้าที่พร้อมข่มขู่ผู้สื่อข่าวเป็นระยะ
ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ใช้เวลาตรวจค้นนานเกือบ 1 ชั่วโมง ระหว่างนั้นกลุ่มคนเสื้อแดงที่ทราบข่าวได้ทยอยเดินทางมาสมทบที่หน้าโรงแรมฯมากขึ้น และพากันตะโกนโห่ร้องโจมตีรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ พร้อมนำภาพถ่ายของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ถูกทำร้ายจากเหตุสลายการชุมนุมที่กรุงเทพฯมาแสดงให้ผู้สื่อข่าวดู โดยมีผู้หญิงสมาชิกคนเสื้อแดง 2 - 3 คน เริ่มแสดงอารมณ์โกรธและตะโกนด่ารัฐบาลอย่างดุเดือด และหลายคนร้องไห้ออกมาด้วยความเสียใจที่เจ้าหน้าที่จะมาปิดสถานีฯ
ต่อมาในเวลา 11.00 น. หลังเจ้าหน้าที่ตรวจค้นเสร็จ นายไพโรจน์และคณะได้เดินทางออกจากโรงแรมดังกล่าว โดยมีกำลังตำรวจและนปพ.ตั้งแถวยาวป้องกันไม่ให้กลุ่มคนเสื้อแดงบุกเข้าประชิดตัวได้ โดยมีรถตู้วิ่งมาจอดรับที่หน้าโรงแรม ระหว่างนั้นกลุ่มคนเสื้อแดงได้พากันกรูเข้ามาจนเกิดเหตุชุมมุนขึ้น มีการขวางปาสิ่งของ ขวดน้ำใส่คณะของรองผู้ว่าฯ แต่ไม่เกิดเหตุความรุนแรงขึ้น ซึ่งคณะของรองผู้ว่าฯได้เดินทางกลับมายัง สภ.เมืองเชียงใหม่และเปิดแถลงต่อสื่อมวลชนถึงการนำหมายศาลเข้าตรวจค้นสถานีวิทยุชุมชนครั้งนี้
นายไพโรจน์ กล่าวว่า การตรวจค้นครั้งนี้เจ้าหน้าที่ปฎิบัติตามคำสั่งที่ออกโดยศาลจังหวัดเชียงใหม่ เพราะสถานีวิทยุชุมชนดังกล่าวออกอากาศผิดกฎหมาย มีการยั่วยุ ปลุกปั้นประชาชนให้ต่อต้านรัฐบาล โดยเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจค้นที่ชั้น 4 ของโรงแรมฯที่เป็นห้องส่งสถานี หลังตรวจค้นได้อายัดอุปกรณ์การออกอากาศจำนวน 5 รายการ คือ 1.เครื่องส่งวิทยุ กำลังส่ง 450 วัตต์ 1 เครื่อง 2. คอมพิวเตอร์ไม่มียี่ห้อพร้อมอุปกรณ์ 1 ชุด 3.ลิมิตเตอร์ ยี่ห้อ Alesis รุ่น 3630 จำนวน 1 เครื่อง 4.เครื่อง Mixer รุ่น Me winsons รุ่น LM 1 12DSP แบบ 12 ช่อง จำนวน 1 เครื่อง และเสาอากาศสูง 18 เมตร จากดาดฟ้า พร้อมสายอากาศแบบโพลเอ็ดไดโพล พร้อมสายนำสัญญาณ แฮร์แอ็กซ์ 1 นิ้ว ความยาว 40 เมตร จำนวน 1 ชุด
นอกจากนี้ผู้ว่าราชการจ.เชียงใหม่ ยังได้ออกคำสั่ง 2 ข้อ คือ ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. 2552 เวล1 18.00 น. ให้หยุดออกอากาศ ทางคลื่นวิทยุ และตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป (เวลา 10.30 น. วันที่ 16 เม.ย.2552) ถึงวันที่ 20 เม.ย.เวลา 18.00 น. ห้ามออกอากาศในลักษณะยุยง ปลุกระดมเชิญชวนประชาชนทั่วไปต่อต้านรัฐบาลหรือกระทำผิดกฎหมายอื่น
ส่วนการดำเนินการกับสถานีวิทยุชุมชนอื่นๆ จะยึดแนวทางเดียวกันและออกคำสั่งปฎิบัติในลักษณะเดียวกัน ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้แจ้งไปยังวิทยุชุมชนทุกสถานีทราบแล้ว แต่เวลานี้กฎหมาย กทช.ยังไม่ออกมา จึงให้ปฎิบัติตามคำสั่งเบื้องต้นของผู้ว่าราชการจ.เชียงใหม่เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและปฎิบัติโดยเท่าเทียมกันทุกฝ่าย
พล.ต.ต.สมหมาย กล่าวว่า การตรวจค้นครั้งนี้แม้มีมวลชนแสดงความไม่พอใจ แต่เจ้าหน้าที่ก็ออกมาจากโรงแรมโดยปลอดภัย แต่จากนี้ไปถ้าพบว่ามีการกระทำผิดอีกก็จะดำเนินการตามกฎหมายทันที ส่วนการตรวจค้นครั้งนี้ เพราะพบว่าสถานีดังกล่าวออกอากาศในลักษณะยุยงปลุกปั่น ศาลจึงอนุมัติออกหมายค้นให้เข้าดำเนินการ ซึ่งอุปกรณ์ที่อายัดไว้แม้ไม่ได้ตรวจยึดไว้แต่ถือเป็นของกลาง เมื่อเจ้าหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานแล้วพบว่ามีการกระทำความผิดก็จะดำเนินการตามกฎหมาย หากอุปกรณ์ทั้งหมดหายไปผู้ดูแลต้องรับผิดชอบ
"การตรวจค้นไม่พบแกนนำ คือนายเพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล แต่มีเจ้าหน้าที่สถานีและนางสายรุ้ง วัฒนพงศ์ศิริกุล ภรรยานายเพชรวรรตดูแลอยู่ ซึ่งให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ส่วนการให้วิทยุชุมชนออกอากาศได้จนถึงวันที่ 20 เม.ย. เพราะเจ้าหน้าที่ได้รับการร้องขอ เนื่องจากวันที่ 19 เม.ย.นี้ กลุ่มคนเสื้อแดงจะจัดพิธีทำบุญและต้อนรับผู้ชุมนุมเดินทางกลับจากกรุงเทพฯ"นายไพโรจน์กล่าว
พล.ต.ต.สมหมาย กล่าวว่า กรณีมีกระแสข่าวนายจักรภพ เพ็ญแข แกนนำ นปช.ซ้อนตัวอยู่ในจ.เชียงใหม่ ยังไม่ได้รับรายงาน แต่ตำรวจทำงานอยู่ตลอดเวลาถ้าพบก็จะจับกุมทันที่เพราะถือเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับ ส่วนนายเพชรวรรตนั้นการตรวจค้นครั้งนี้ไม่มีการออกหมายจับด้วย สำหรับการควบคุมดูแลการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงในเชียงใหม่ ตำรวจคิดว่าจะสามารถดูแลได้
นายบัญฑิต เขื่อนแก้ว ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถานีฯ ได้ออกมาประกาศกับกลุ่มคนเสื้อแดงที่มาชุมนุมว่า เจ้าหน้าที่มาตรวจสอบอุปกรณ์การออกอากาศเท่านั้น สถานียังออกอากาศตามปกติ อย่างไรก็ตามการตรวจค้นของเจ้าหน้าที่ครั้งนี้ไม่มั่นใจเท่าที่ควรว่าจะได้รับความเป็นธรรม ส่วนนายเพชรวรรตทราบ่วาอยู่ระหว่างเดินทางกลับจากกรุงเทพฯ แต่ได้โทรศัพท์มาที่สถานีเป็นระยะ
รายงานข่าวแจ้งว่า ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา (15 เม.ย.) สถานีวิทยุดังกล่าวพยายามออกอากาศเพื่อระดมมวลชนคนเสื้อแดง เดินทางมารวมตัวกันที่หน้าโรงแรมวโรรส แกรนด์ พาเลซ ในช่วงเช้าวันนี้ (16 เม.ย.) นอกจากนี้นายเพชรวรรต แกนนำยังได้โทรติดต่อผู้สื่อข่าวโดยอ้างว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาตรวจค้นที่โรงแรมขอให้มาทำข่าวด้วย.
เสื้อแดงชัยภูมิเดินเกมส์แผนใต้ดินแล้ว
ที่ จ.ชัยภูมิ บรรยากาศล่าสุดหลังกลุ่มคนเสื้อแดงประกาศสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 14 เม.ย.ที่ผ่านมา พร้อมกับออกหมายจับแกนนำ นปช. แต่ในส่วนพื้นที่ภาคอีสานและ จ.ชัยภูมิ ยังน่าถูกจับตาเป็นพิเศษ หลังมีการออกมาเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง จ.ชัยภูมิ ที่ออกมาปักหลักปิดถนนกลางใจเมืองบริเวณหน้าอนุสาวรีย์เจ้าพ่อพญาแล เยื้องศาลากลางจังหวัดชัยภูมิ ก็ได้ยอมสลายการชุมนุมลงไปด้วยเช่นกัน
โดยในพื้นที่ยังมีแกนนำ โดย นพ.ประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ และ นพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ส.ส.เพื่อไทย เขต 2 จ.ชัยภูมิ ,นายนัฐวุฒิ ชีวะวิทยานนท์ นายก อบต.ห้วยต้อน อ.เมืองชัยภูมิ และประธานชมรมกลุ่มคนเสื้อแดง จ.ชัยภูมิ รวมทั้ง นายมนตรี ชาลีเครือ น้องชายนายสุชน ชาลีเครือ อดีตประธาน สว.และนางสาวปาริชาติ ชาลีเครือ ส.ส.เพื่อไทย เขต 3 จ.ชัยภูมิ
ล่าสุดมีรายงานว่า เริ่มได้ออกมามีการการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง จ.ชัยภูมิ แบบใต้ดิน ด้วยการส่งหัวคะแนน แกนนำ ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ลงพื้นที่เคาะประตูเข้าหาประชาชนถึงในหมู่บ้าน ใน 16 อำเภอ เพื่อเตรียมระดมประชาชนให้ออกมาเข้าร่วมการชุมนุมขับไล่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ครั้งใหญ่อีกครั้ง
ด้วยการลงพื้นที่ครั้งนี้ ได้มีการกล่าวอ้างข้อมูลว่า จากการเข้าสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงที่ผ่านมาของรัฐบาล มีประชาชนโดยเฉพาะชาวอีสานสูญหายไม่น้อยกว่า 50 คน เพื่อเป็นการจูงใจปลุกระดมประชาชนให้ออกมาเข้าร่วมชุมนุมครั้งใหญ่ในช่วงปลายเดือน เม.ย.นี้อีกครั้ง หลังรัฐบาลประกาศเพิ่มวันหยุดราชการยาวในวันที่ 16-17 เม.ย. และขณะนี้เริ่มทำให้ประชาชนในพื้นที่ จ.ชัยภูมิ เกิดความไม่พอใจต่อรัฐบาลจากข้อมูลดังกล่าว และอยากเข้าร่วมชุมนุมขับไล่รัฐบาลอีกครั้งเป็นจำนวนไม่น้อยด้วยเช่นกัน และถ้าหากมีการนัดระดมพลคนเสื้อแดงอีกครั้งก็พร้อมที่จะเดินทางออกมาเข้าร่วมทันที โดยเฉพาะในเขต อ.เนินสง่า
ขณะที่ในเขตตัวเมืองชัยภูมิ ยังมีกลุ่มมือมืด ได้นำสเปรย์ฉีดพ่นสีแดงออกมาตระเวนพ่นตามสถานที่ต่างๆ ไปทั่วเมือง โดยระบุข้อความรัฐบาลโจร ฆ่าประชาชน ไม่เว้นแม้แต่หน้ารั้วจวนผู้ว่าราชการ จ.ชัยภูมิ และรั้วหน้าบ้านรองผู้ว่าราชการ จ.ชัยภูมิ รวมทั้งบริเวณรอบรั้วหน้าศาลากลางจ.ชัยภูมิ ทำให้ประชาชนที่ผ่านไปมาสังเกตเห็นได้ง่ายจำนวนมาก
ฝากขังครั้ง 3ผู้ต้องเตรียมวางเพลิง“ธ.กรุงเทพ -ซีพี.”
พนักงานสอบสวน สน.ทุ่งมหาเมฆ ได้ควบคุมตัวนายพรชัย หรืออ๊อด อักษรวิทย์ อายุ 52 ปี , พ.จ.อ.สุริยา หรืออู๊ด โพธิ์เงิน อายุ 54 ปี และนายศกันต์ หรือหยวก แสงเฟื่อง อายุ 55 ปี ผู้ต้องหา คดีเตรียมก่อการวินาศกรรมวางเพลิงธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ และสำนักงานใหญ่ในเครือบริษัทเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี.) ย่านสีลม มายื่นคำร้องฝากขังครั้งแรกเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 16 – 27 เม.ย. นี้ เนื่องจากยังต้องสอบปากคำพยานอีกหลายปาก รอการตรวจประวัติอาชญากร รอผลการตรวจพิสูจน์ของกลาง และอื่น ๆ โดยท้ายคำร้อง พนักงานสอบสวน ยังคัดค้านการประกัน เนื่องจากเป็นคดีอุกฉกรรจ์ สะเทือนขวัญ อัตราโทษสูง เกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนีและข่มขู่พยาน
ตามคำร้องระบุว่า เมื่อคืนวันที่ 13 เม.ย. ผู้ต้องหาได้เตรียมนำระเบิดเพลิงชนิดน้ำมันก๊าดบรรจุในขวดน้ำหวาน 8 ขวด และในขวดบรรจุเครื่องดื่มบำรุงกำลังอีก 43 ขวด ถังน้ำมันขนาด 20 ลิตร อาวุธปืน 4 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุน รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นไฮลักซ์วีโก้ สีเทา ทะเบียน บต 2541 บุรีรัมย์ และของกลางอื่น ๆ หลายรายการเตรียมก่อวินาศกรรม แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนติดตามจับกุมได้บริเวณสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีช่องนนทรี ส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี
ทั้งนี้ศาลพิจารณาคำร้องและสอบถามผู้ต้องหาแล้วไม่คัดค้านจึงอนุญาตให้ฝากขังได้
ต่อมาญาติของผู้ต้องหาทั้งสาม ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์คนละ 5 แสนบาทขอประกันตัว ซึ่งศาลพิเคราะห์แล้วไม่อนุญาตให้ประกันตัว ให้ยกคำร้อง ภายหลังเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จึงนำตัวทั้งสามไปควบคุมที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพต่อไป
เสื้อแดงเลิกป่วนจุดประทัด2แสนนัดแก้บน
คืนวันที่ 15 เม.ย. ที่ผ่านมา นายวิรัตน์ จันทร์ธร ประธานชมรมผู้ค้าตลาดสดเทศบาลเมืองหลังสวน อ.หลังสวน จ.ชุมพร พร้อมด้วยกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าแม่ค้าในตลาดสดเทศบาลเมืองหลังสวน กว่า 200 คน ได้เดินทางมาที่หน้าตลาดสดเทศบาลเมืองหลังสวน พร้อมกับนำประทัดจำนวน 200,000 นัด มาวางบนถนนชูแข หน้าตลาดสด มีความยาวร่วม 500 เมตร
จากนั้นนายสุนทร และกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าดังกล่าวได้ร่วมกันประกาศว่า การนำประทัดจำนวน 200,000 นัดมาจุดในครั้งนี้ เนื่องจากที่ผ่านมากลุ่มพ่อค้าแม่ค้าในตลาดสดเทศบาลเมืองหลังสวน ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในประเทศอย่างมาก ส่งผลให้การค้าขายเป็นไปด้วยความยากลำบาก สินค้าหลายชนิดราคาสูงขึ้น ทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค การค้าขายฝืดเคือง ทำให้มีรายได้น้อยลง ในขณะที่รายจ่ายกลับเพิ่มขึ้น
"พวกเราได้ติดตามสถานการณ์ความวุ่นวายของบ้านเมืองมาโดยตลอด และรู้สึกสลดใจกับความรุนแรงที่กลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงก่อขึ้น ก่อนหน้านี้พวกเราที่เป็นพ่อค้าแม่ค้าทั้งหมดใน จ.ชุมพร มีความตั้งใจว่าจะรวมตัวกันเดินทางไปแสดงท่าทีคัดค้านกลุ่มคนเสื้อแดง แต่กลัวว่าเหตุการณ์จะบานปลายและอาจส่งผลความรุนแรงได้ อีกทั้งยังคงมีความมั่นใจว่า นายกรัฐมนตรีจะสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ จึงได้รวมตัวกันบนบานศาลกล่าวกับเสด็จเตี่ยกรมหลวงชุมพรเขตต์อุดมศักดิ์ เพื่อขอให้เหตุการณ์สงบลงอย่างรวดเร็ว และเมื่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสงบลง วันนี้จึงได้นำประทัดมาจุดถวายแก้บน จำนวน 200,000 นัด นอกจากนี้ก็เพื่อเป็นการขับไล่เสนียดร้ายให้พ้นไปจากบ้านเมืองของเราด้วย” กลุ่มพ่อค้าแม่ค้า ระบุ



