
ยลโฉม ที่สุดของผ้าไหมมัดหมี่ไทย
ผ้าไหมผืนงาม กับคุณค่าที่มาจากฝีมือ ลวดลาย และจิตใจอันมั่นคงของผู้ถักทอ มักจะอยู่คู่กันอย่างไม่มีวันจางหาย ด้วยเหตุนี้กรมทรัพย์สินทางปัญญา และกรมหม่อนไหม จึงร่วมกันคัดสรรสุดยอดผ้าไหมมัดหมี่ตามโครงการสร้างภาพลักษณ์ไหมไทยสู่ตลาดโลก เพื่ออนุรักษ์และกระตุ้นใ
ช่วงน่าตื่นเต้นและหนักใจที่สุดเมื่อต้องคัดเลือกผ้าที่ดีที่สุดออกมาเพียง 1 ผืน เพื่อเป็นสุดยอดผ้าไหมมัดหมี่ไทยแห่งปีนี้ ซึ่งต้องใช้เวลาตัดสินใจกว่า 2 ชั่วโมง จึงสามารถสรุปผลรางวัลได้ สุดท้ายรางวัลสุดยอดผ้าไหมมัดหมี่ไทย ตกเป็นของของ "สมปักปูม" ผลงานของ สุรโชติ ตามเจริญ สาวเมืองสุรินทร์ กับผ้าไหมสีแดงธรรมชาติ การันตีด้วยตรานกยูงทองพระราชทาน ที่ใช้กระบวนการผลิตและถักทอแบบดั้งเดิมทั้งหมด ด้วยเนื้องานที่แฝงไปด้วยความซับซ้อนและความละเอียดลออในการต่อผ้า ทำให้เกิดความโดดเด่นที่สามารถชนะใจกรรมการไปได้ไม่ยาก รางวัลที่ 2 ได้แก่ "ผ้าลายประตูไม้แกะสลัก" จากจังหวัดขอนแก่น และรางวัลที่ 3 กับผ้าลายตัดเทาขาว สไตล์โมโนโทน จากจังหวัดร้อยเอ็ด รางวัลชมเชยอีก 5 รางวัล ผลงานทั้งหมดจะได้รับเงินรางวัลและโล่พระราชทานจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ อีกด้วย
สมพงษ์ ทิมแจ่มใส ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นตัวแทนของคณะกรรมการบอกถึงสาเหตุที่เลือกผ้าสมปักปูมให้เป็นที่หนึ่งว่า เพราะการถักทอที่มาจากความชำนาญแบบดั้งเดิม โดยผ้าปูมโบราณจะต้องทอทีละช่วงของลายแล้วเอามาต่อกันให้เป็น 1 ผืน ซึ่งเขาสามารถทำลายที่ซับซ้อนและต่อกันได้แนบเนียน ลวดลายคมชัดมาก ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นลายลูกแก้วเล็กแฝงอยู่ทั่วทั้งผืนผ้า ซึ่งเป็นการทอที่ละเอียด ถือเป็นชิ้นงานที่มีความใส่ใจมากที่สุด
อีกหนึ่งกรรมการ มีชัย แต้สุจริยา ศิลปินดีเด่นจังหวัดอุบลราชธานี พ.ศ.2544 ผู้คิดค้นผ้าลายกาบบัวอันเลื่องชื่อ บอกว่าเกณฑ์การตัดสินโดยรวมนั้น สามารถคัดเลือกได้จากสายตาทั้งหมด ดูจากความสม่ำเสมอของผ้า กระบวนการทำที่รอบคอบประณีต และมีความสร้างสรรค์ การนำเทคนิคต่างๆ มาประยุกต์ใช้ให้เกิดความสวยงาม โดยเส้นไหมที่เรียงตัวบนผ้าจะแสดงให้เห็นภาพของการผลิตผ้าผืนนั้นๆ ได้ทีละขั้นตอน นับตั้งแต่การทำเส้นไหม การที่ผ้าลายไม่ชัด สีของไหมไม่สม่ำเสมอก็แสดงว่าผู้ทอนั้นไม่ใส่ใจตั้งแต่การย้อมไหมแล้ว
ปิดท้ายที่ อาจารย์เผ่าทอง ทองเจือ นักออกแบบและสะสมผ้าไหมไทย กล่าวถึงภาวะของอุตสาหกรรมผ้าไหมไทยในตอนนนี้ว่า กำลังเข้าสู่ช่วงวิกฤติ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมที่แปรปรวน ทำให้ตอนนี้การผลิตไหมขาดตลาด ช่างทอขาดงานและรายได้จนผันตัวไปทำอาชีพอื่นกันหมด ราคาผ้าก็แพงขึ้นจนน่าตกใจ คนซื้อก็น้อยลง ต้องมีการสนับสนุนกันมากขึ้น งานนี้จึงเป็นแนวทางการพัฒนา และเป็นกำลังใจให้แก่คนทำผ้าไหมต่อไป



