ข่าว

ป.ป.ช.เบรกโครงการปลูกยางเฟส3ชี้ควรรอผลศึกษาปัญหาเฟส2-ห่วงมีช่องทางทุจริต

ป.ป.ช.เบรกโครงการปลูกยางเฟส3ชี้ควรรอผลศึกษาปัญหาเฟส2-ห่วงมีช่องทางทุจริต

20 เม.ย. 2554

ป.ป.ช.เสนอครม.ชะลอโครงการปลูกยาง 8 แสนไร่ เฟส 3 ชี้ควรศึกษาปัญหาและผลดำเนินการเฟส 2 ให้รอบคอบก่อน ห่วงเปิดช่องให้มีการทุจริตและผลที่ได้ไม่คุ้มงบประมาณ ด้าน รมช.เกษตรฯ ยันโครงการรัดกุมทำเพื่อคนจน โยนนายกฯ-สุเทพรับผิดชอบหากไม่ผ่าน

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 20 เมษายนนี้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะเสนอให้ ครม.พิจารณาชะลอโครงการปลูกยางพาราในพื้นที่แห่งใหม่ระยะที่ 3 พ.ศ.2553-255 จำนวน 8 แสนไร่ออกไปก่อน โดย ป.ป.ช.ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเสนอและดำเนินโครงการไปศึกษาทบทวนกระบวนการส่งเสริมการปลูกยางพาราและผลจากการส่งเสริมการปลูกยางพาราระยะที่ 2 ที่ผ่านมา ว่ามีปัญหาเรื่องใดบ้าง โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่เกิดปัญหาต้นยางตาย และด้านการเติบโตของต้นยางที่ไม่เป็นตามมาตรฐาน

 อย่างไรก็ตาม หากจะมีการเสนอโครงการปลูกยางพาราในที่แห่งใหม่ ระยะที่ 3 จะต้องเสนอผลการศึกษาทบทวนผลการดำเนินการโครงการส่งเสริมการปลูกยางพาราระยะที่ 2 และข้อกำหนดในการบริหารความเสี่ยงเพื่อป้องกันการทุจริตตามข้อเสนอแนะมาประกอบการพิจารณาด้วย รวมทั้งรัฐบาลควรนำงบประมาณที่จะใช้ในการส่งเสริมการปลูกยางมาศึกษาวิจัย เพื่อแก้ปัญหาสวนยางในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ควบคู่กับการพัฒนาการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าจะเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรมากกว่า ซึ่งหากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้ศึกษาทบทวนอย่างรอบคอบ อาจเป็นช่องทางให้เกิดการทุจริต และผลการดำเนินงานไม่คุ้มกับงบประมาณที่รัฐได้ใช้ไปในการส่งเสริมได้

 “เมื่อรัฐกำหนดให้มีโครงการส่งเสริมการปลูกยาง จะพบว่ากล้ายางจะมีราคาสูงขึ้นมากกว่าราคาในช่วงเวลาที่ไม่มีการส่งเสริม ทำให้มีผลกระทบต่อเกษตรกรที่ต้องการปลูกยางนอกโครงการ ที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซื้อกล้ายางแพงกว่าปกติ และทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมในด้านการแข่งขัน นอกจากนั้นอาจเป็นช่องทางที่ก่อให้เกิดการทุจริต และความเสียหายต่อรัฐในการเสนอราคาในการประกวดราคาซื้อกล้ายางได้ด้วย” แหล่งข่าวระบุ

 นายศุภชัย โพธิ์สุ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า โครงการนี้มีการศึกษาอย่างละเอียดรอบคอบแล้ว และไม่มีช่องทางใดที่จะทำให้เห็นว่าเสี่ยงต่อการทุจริต โดยเฉพาะกรณีการกำหนดราคาจัดซื้อกล้ายางต้นละ 18 บาท ซึ่งต่ำกว่าราคาตลาดทั่วไปที่ราคาสูงถึงต้นละ 45-50 บาท ซึ่งโดยส่วนตัวยังมีความกังวลว่าโครงการนี้จะหาซื้อกล้ายางไม่ได้ และหากป.ป.ช.เห็นว่ามีการทุจริตจริงก็อยากให้เข้ามาเป็นผู้จัดหากล้ายางในราคาที่กำหนดให้ด้วย

 "โครงการดังกล่าวมีการกำหนดคุณสมบัติเกษตรกรอย่างรัดกุม ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มคนจนที่โครงการนี้จะเป็นการสร้างโอกาสให้กลุ่มคนเหล่านี้มีรายได้ขึ้นมาบ้าง ซึ่งหากโครงการนี้ไม่ได้ดำเนินการต่อ นายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีก็ต้องรับผิดชอบต่อประชาชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการกว่า 2 แสนคนในปีนี้ด้วย" นายศุภชัยกล่าว