ข่าว

ก่อนถึงวันเลือกตั้ง

ก่อนถึงวันเลือกตั้ง

20 เม.ย. 2554

เป็นที่คาดกันว่าหลังจากวันหยุดยาวในช่วงเทศกาลสงกรานต์แล้ว กระแสการเมืองไทยคงจะทวีความร้อนแรงขึ้นเพราะน่าจะมีการยุบสภาและเลือกตั้งครั้งใหม่ คำถามที่ตามมาก็คือผลการเลือกตั้งจะออกมาในรูปไหน และการเมืองไทยจะเดินหน้าหรือว่าหยุดอยู่กับที่อีกครั้ง

 ก่อนอื่น เราท่านคงจะเห็นตรงกันว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการแข่งขันกันโดยตรงระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อไทย ซึ่งบรรยากาศโดยรวมมิได้แตกต่างจากการเลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ.2550 เท่าไรนัก ซึ่งในครั้งนั้นแม้พรรคประชาธิปัตย์จะมีแรงสนับสนุนอยู่มาก แต่ก็ไม่สามารถเอาชนะพรรคพลังประชาชนได้ โดยพรรคประชาธิปัตย์ได้รับเลือก 165 ที่นั่ง ขณะที่พรรคพลังประชาชนได้รับ 233 ที่นั่ง จนต้องเกิดกระบวนการต่างๆ เพื่อกดดันพรรคพลังประชาชนจนต้องเปลี่ยนไปใช้ชื่อพรรคเพื่อไทย และผลักดันให้พรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาล

 สำหรับการเลือกตั้งในปี 2554 นี้ หากดูอย่างเผินๆ จะเห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายได้เปรียบพรรคคู่แข่ง เนื่องจากดำรงสถานะของความเป็นรัฐบาลซึ่งควบคุมกลไกของการบริหารประเทศ ขณะเดียวกันพรรคเพื่อไทยก็ถูกย่อยสลายมาโดยลำดับ ทำให้ขาดแคลนบุคลากรทั้งในระดับหัวหน้าพรรค แกนนำ และผู้สมัคร โดยเฉพาะภาคอีสานซึ่งเคยเป็นฐานที่มั่นสำคัญ ส่วนหนึ่งก็มีการแยกตัวออกเป็นพรรคภูมิใจไทย นอกจากนี้ความเคลื่อนไหวแบบฮาร์ดคอร์ของ นปช.และคนเสื้อแดง ที่ผ่านมาล้วนแต่ก่อให้เกิดภาพในเชิงลบต่อสายตาของประชาชน และ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ยังคงแสดงบทเดิมๆ ที่ได้เห็นและได้ยินได้ฟังกันมา 4-5 ปีแล้ว

 แต่หากพิจารณาให้ลึกซึ้ง เราก็คงต้องถามตัวเองเหมือนกันว่า เหตุใดพรรคเพื่อไทยจึงยังอยู่ในสภาพที่มั่นคง ทั้งที่โดนบ่อนแซะขนาดหนัก และเหตุใดจึงมีคนที่ศรัทธา พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ไม่น้อย ทั้งๆ ที่ตกอยู่ในวังวนของกระแสข่าวต่างๆ ตลอดเวลา ซึ่งส่วนหนึ่งคงจะต้องยอมรับว่า นโยบายในเรื่องโครงการพัฒนาชนบทและการช่วยเหลือคนยากจนของพรรคไทยรักไทยตลอดระยะเวลาที่เป็นรัฐบาลนั้น โดนใจประชาชน และมีการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม จนหยั่งรากลึกเกินกว่าจะขุดถอนได้ง่ายๆ แต่รัฐบาลประชาธิปัตย์ใช้เวลาของตัวเองในการโจมตี พ.ต.ท.ทักษิณ ทั้งๆ ที่ซีร็อกซ์นโยบายหลายเรื่องไปจากพรรคไทยรักไทย ซึ่งการกระทำดังกล่าวย่อมไม่ต่างอะไรกับการกล่าวร้าย พ.ต.ท.ทักษิณ ซ้ำๆ ซากๆ ไปพร้อมๆ กับช่วยตอกย้ำความสำเร็จของพรรคไทยรักไทยในอดีต

 และถ้ามองดูคะแนนนิยมของพรรคประชาธิปัตย์เอง ก็จะเห็นว่าไม่ได้รับความนิยมจากประชาชนมากมายนัก หรือแม้แต่คะแนนนิยมในตัวของนายอภิสิทธิ์ก็ยังอยู่ในระดับที่ไล่เลี่ยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ดังนั้น การเลือกตั้งครั้งใหม่แม้จะมีตัวช่วยอยู่มาก แต่ก็ไม่แน่ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะเอาชนะพรรคเพื่อไทยแบบขาดลอยได้ ดังนั้น จึงเป็นที่คาดหมายว่ารัฐบาลหลังการเลือกตั้งคงจะต้องเป็นรัฐบาลผสม ซึ่งมีพรรคประชาธิปัตย์หรือพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ จึงทำให้พรรคการเมืองระดับรองลงไปมีการเคลื่อนไหวปรับตัวกันขนานใหญ่ ทั้งการจับมือเป็นพันธมิตรกัน หรือรวมกันเป็นพรรคเดียว เพื่อเตรียมเป็นคู่ผสมกับพรรคใหญ่ และเพื่อสามารถต่อรองตำแหน่งและผลประโยชน์ต่างๆ ได้มากขึ้นด้วย

 อย่างไรก็ตาม หลังการเลือกตั้งครั้งนี้ ใช่ว่าสภาวการณ์ทางการเมืองของไทยจะราบเรียบและบ้านเมืองกลับคืนสู่ความปกติสุข เพราะไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์หรือพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง ก็ย่อมจะมีความวุ่นวายติดตามมา ขึ้นอยู่ที่จะวุ่นวายมากหรือน้อยเท่านั้น

 และถ้าหากเกิดความวุ่นวายมาก หรือการณ์ไม่เป็นไปตามที่บางฝ่ายอยากจะให้เป็น อะไรจะเกิดขึ้นหลังจากนั้น ก็เป็นสิ่งที่หลายคนคาดหมายกันได้อยู่แล้ว แม้ว่าไม่มีใครอยากจะเห็นมันเกิดขึ้นอีกเลยก็ตาม