
ควันหลงวันสงกรานต์54
ผ่านพ้นช่วง "สงกรานต์อันตราย" ไปแล้วทุกอย่างในบ้านเมืองนี้คงจะกลับเข้าสู่ความปกติ (หรือจะเรียกเต็มๆ ว่าความไม่ปกติอันเป็นปกติ) กันอีกครั้ง
ผมเองชอบเทศกาลสงกรานต์เป็นพิเศษ เพราะเป็นช่วงเวลาวันหยุดที่ยาวนาน และให้ความรู้สึกของการพักผ่อนอย่างเต็มที่
และจะว่าไปแล้วสำหรับสังคมไทยนั้น ความสนุกสนานในช่วงเทศกาลนั้นถือว่าเป็นสั่งลาก่อนจะเข้าฤดูกาลทำงานจริง (อาจจะมีแถมท้ายนิดนึงในช่วงเข้าพรรษา แต่ก็ไม่มากนัก) เพราะก่อนหน้านี้ก็เริ่มหยุดยาวและเฉลิมฉลองมาตั้งแต่ลอยกระทง วันเฉลิมพระชนมพรรษา คริสต์มาส ปีใหม่ ยาวมาจนถึงตรุษจีน และวาเลนไทน์
มีเรื่องราวมากมายในช่วงสงกรานต์ที่น่าจะเอ่ยถึงและเก็บเอาไว้ตรวจสอบว่าในปีต่อๆ ไปเรื่องราวเช่นนี้จะยังเกิดขึ้นซ้ำอีกหรือเปล่า (ซึ่งก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งของ "ประเพณี")
เรื่องแรก ก็คือเรื่องของการรณรงค์เรื่องของ "7 วันอันตราย" ที่หมายถึงการรณรงค์ความปลอดภัยในการจราจร ซึ่งเรื่องนี้ก็มีการถกเถียงกันทุกปี ในแง่ที่ว่า ตกลงควรจะรณรงค์กันเฉพาะ 7 วันนี้หรือรณรงค์กันทั้งปี และทำไมถึงรณรงค์กันทั้งปีไม่ประสบความสำเร็จเหมือนในช่วง 7 วันนี้
นอกเหนือจากเรื่องของการอ้างอิงอุบัติเหตุกับสาเหตุจากการดื่มสุราแล้ว ประเด็นที่ต้องตั้งคำถามก็คือ อุบัติเหตุนั้นเกิดจากคนต่างถิ่นที่เดินทาง หรือเกิดในท้องที่ของคนที่อยู่ในพื้นที่นั้นเอง?
คำตอบที่ได้จากการสอบถามก็คือ นอกจากมีเรื่องของการเมาสุรา และอุบัติเหตุในพื้นที่เองแล้ว ยังเป็นพื้นที่ในชนบทด้วย ซึ่งคำตอบที่ง่ายก็คือ คนในชนบทนั้นต้องการรณรงค์มากขึ้น แต่ถ้าเรื่องไม่ง่ายเช่นนั้น สิ่งที่จะต้องถามคำถามกันต่อก็คือ อะไรคือสาเหตุที่คนทุกคนก็รู้ว่ามันอันตราย แต่ยังเกิดอุบัติเหตุขึ้นทุกปี?
หนึ่งในคำตอบก็คือ เพราะสงกรานต์นั้นเป็นวันหยุดแห่งการฉลองที่มากกว่าวันฉลองธรรมดา แต่เป็นวันฉลองที่เข้าขั้นของวันฉลองแบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน (carnival) ซึ่งหมายถึงวันฉลองที่เป็นเรื่องของข้อยกเว้น ซึ่งในหลายประเทศในโลกก็มีกัน
ในแง่ที่ว่าอะไรที่ทำไม่ได้ก็ทำได้ เช่นการสาดน้ำกับคนแปลกหน้า การปิดถนนเล่นสงกรานต์ การสาดน้ำรถยนต์ เป็นต้น
เรื่องแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าควรจะยกเลิกไป แต่เดิมนั้นสงกรานต์ยังไม่ได้มีความหมายของการเช่นนี้ (ไม่ได้หมายความว่าแท้กว่า เพียงแต่ว่ามันต่างกัน) และอาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับการมีเทคโนโลยียานยนต์แบบนี้ คนสาดน้ำกันอาจจะเดินไปสาดน้ำ ไม่ได้ขับรถไป เมาไป และสาดน้ำกันเช่นนี้
แต่กระนั้นก็ตาม สงกรานต์นั้นก็ยังเต็มไปด้วยความสนุกสนานและความอบอุ่นของการถ้อยทีถ้อยอาศัย และความอดกลั้นของแต่ละฝ่ายในการให้อภัยกันอยู่ไม่น้อย (เนื่องจากรู้ว่ามันเป็นช่วงของข้อยกเว้น)
เรื่องที่สอง ในช่วงวันสงกรานต์นี้ เราจะพบว่าข่าวคราวของการรายงานว่าคนกลับบ้าน (ออกจากกรุงเทพฯ) และกลับเข้ากรุงเทพฯ นั้นเป็น "ข่าวสูตร" ที่ต้องทำ แต่ก็ไม่รู้ว่าทำไปทำไมเหมือนกันในภาพรวม เพราะทุกปีก็เหมือนกัน
แต่ผมกลับรู้สึกว่าเรื่องราวที่น่าสนใจก็คือ ช่วงหยุดสงกรานต์นั้นเป็นช่วงเวลาของการประกาศวัฒนธรรมของคนต่างจังหวัด ที่แม้ว่าจะลาได้ไม่กี่วัน ไม่ว่าจะมีสิทธิในการลาในช่วงไหนก็ได้เพื่อการพักผ่อน (ในหลายกรณี) แต่การกลับบ้านให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตามนั้น คือความยิ่งใหญ่ของการประกาศอัตลักษณ์ และวัฒนธรรมของเขา
ประเด็นสำคัญที่ต้องคิดกันต่อก็คือ นอกเหนือจากเรื่องราวของการให้คำยืนยันว่ามีรถเดินทางไปกลับอย่างเพียงพอแล้ว เราจะมีวิธีการฉลองอย่างไรในการรองรับและให้เกียรติผู้คนที่หล่อเลี้ยงความมั่งคั่งของพื้นที่เมืองของพวกเขาเหล่านี้มากขึ้น
ผมกลับคิดว่า กทม. ในฐานะเจ้าภาพใหญ่ อาจจะต้องจัดงานและอำนวยความสะดวกให้พวกเขามากกว่านี้ในแง่ของการประสานงานกับหัวลำโพงและหมอชิต ไม่ว่าจะเรื่องของของว่าง และที่นั่งที่พักรวมทั้งการประสานข้อมูลในการจองรถและการเดินทาง
อย่างน้อยในฐานะคนเมือง ก็หวังว่า กทม.น่าจะเป็นตัวแทนที่จัดงานอะไรพวกนี้ด้วย ไม่ใช่จัดแต่งานให้คนกรุงเทพฯ หรือสร้างสถิติโลก โดยลืมว่าคนทั้งประเทศนี่แหละครับที่ดูแลคน กทม.มาโดยตลอดเช่นกันครับ



