ข่าว

ปมพาดพิงสถาบันทำก๊วนเพื่อไทยระส่ำ

ปมพาดพิงสถาบันทำก๊วนเพื่อไทยระส่ำ

19 เม.ย. 2554

ภาพที่ฉายออกมาภายนอกในเวลานี้ พรรคเพื่อไทย ดูเหมือนจะกำลังเดินเข้าสู่จุดวิกฤติอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่วิกฤติที่ขาดผู้นำตัวจริงเหมือนเมื่อครั้งก่อน หากแต่กำลังวิกฤติเพราะการผนึกแน่นระหว่าง นปช.กับพรรคเพื่อไทย

 การเคลื่อนไหวของ นปช.ที่ผ่านมา แม้จะพยายามวางยุทธศาสตร์มุ่งไปสู่ประชาธิปไตย และการเลือกตั้ง แต่การขึ้นเวทีปราศรัยของแกนนำ นปช.ในการชุมนุมครั้งล่าสุด กำลังสร้างความลำบากใจให้แก่แกนนำหลายคนในพรรค

 ผู้ที่ออกมาแถลงถึงความหนักอกหนักใจคนแรกก็คือ ปลอดประสพ สุรัสวดี ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในผู้หลักผู้ใหญ่ในพรรค ที่ยอมรับว่า ภายในพรรคมีคนอึดอัดใจ แม้จะพยายามคิดไปว่า นั่นคือการเคลื่อนไหว "ส่วนตัว" ของ แกนนำ นปช.

 ก่อนหน้าที่ ปลอดประสพ จะออกมาเปิดอกในเรื่องนี้ ก็มีกระแสข่าวความไม่สบายใจมาตลอดของกลุ่ม ส.ส.สาย มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ผู้ซึ่งเคยมีกระแสข่าวว่า ทักษิณ ชินวัตร สนับสนุนให้เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

 นั่นเพราะหากการเลือกตั้งมีขึ้น และหากพรรคเพื่อไทยได้รับชัยชนะการเลือกตั้งจริง และ มิ่งขวัญ ได้รับการส่งเสริมให้เป็นนายกรัฐมนตรีจริง มิ่งขวัญ ก็อาจจะเป็นนายกรัฐมนตรีที่ข่มขื่น หน้าชื่นอกตรมที่สุด นับแต่มีนายกรัฐมนตรีในประเทศนี้

 เพราะแน่นอนว่า การทวงบุญคุณ หรือการเรียกร้องให้ตอบแทน หรือ "ค่าเหนื่อย" ย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เพราะนั่นคือสิทธิอันชอบธรรม

 เพียงแต่อาจไม่ใช่แค่เพียงครั้งเดียว แต่อาจตลอดเทอมของการนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีของมิ่งขวัญ

 ในเมื่อนายใหญ่เองก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะรังแครังคัดกับการเคลื่อนไหวในลักษณะเฉียดไปเฉี่ยวมาของ แกนนำ นปช.มาตั้งแต่แรก

 และตรงนั้นอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่บังเอิญไปสร้างความมั่นใจให้แก่แกนนำ นปช. จนเผลอก้าวข้ามเส้นที่ไม่อาจกลับคืนมาได้

 การปราศรัยในวันที่ 10 เมษายน ที่ไปพาดพิงถึงสถาบันจึงเกิดขึ้น และนำมาซึ่งการออกโรงฟ้องร้องของกองทัพ

 ซึ่งนั่นทำให้สถานการณ์ภายในพรรคเพื่อไทยย่ำแย่ลงไปอีก

 เพราะต่างก็มองว่า ต่อให้นโยบายที่ทักษิณ จะ "คิกออฟ" ในวันที่ 23 เมษายนนี้ดีอย่างไร คนก็จะยังพูดถึง การพาดพิงสถาบันกันอยู่ และมีแนวโน้มว่าจะถูกขยายความโดยกลุ่มคน และหน่วยงานด้านความมั่นคงให้ออกมาต่อต้านพรรคเพื่อไทย ซึ่งตรงจุดนี้ก็อาจรวมทั้งคนเสื้อแดงด้วยกันเองด้วย

 ไม่แปลกที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ที่ถึงแม้จะถูกกล่าวหาเรื่อง "สภาเปรซิเดียม" จะแสดงท่าทีอึดอัดคับข้องใจ เพราะเกรงจะถูกลากลงเหวด้วยเรื่องที่ตนไม่ได้ก่อ

 เช่นเดียวกับ เสนาะ เทียนทอง ที่เพิ่งประกาศจะไปร่วมทำงานกับพรรคเพื่อไทย ก็ต้องถอยกรูด เพราะเหตุผลทำนองเดียวกัน

 เพราะว่ากันว่า ในที่ประชุมลับนั้น ต่างก็สัญญากันเป็นมั่นเหมาะแล้วว่า ทักษิณ จะไม่โฟนอิน และสั่งห้ามแกนนำ นปช.กล่าวพาดพิงสถาบันในทุกกรณี

 แต่เมื่อออกมาจากห้องประชุมแล้ว เรื่องราวกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น

 กระแสข่าวที่ออกมากลับกลายเป็นว่า ทักษิณ สั่งการให้เครือข่ายคนที่อยู่ในข่ายว่าที่นายกรัฐมนตรี ไม่ต้องส่งเสียงเชียร์กันจนเกินงาม สำทับด้วยคนใกล้ชิด ทักษิณ ที่ออกมาแย้มว่า คนในตระกูลชินวัตร อย่าง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีโอกาสที่จะได้รับการสนับสนุนเป็นนายกรัฐมนตรี หากพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง

 นั่นยิ่งทำให้ทั้ง พล.อ.ชวลิต และ เสนาะ เกิดความแปลกแยกมากขึ้น

 เพราะทั้งสองต่างก็มองตรงกันว่า หากเอาคนใกล้ชิด ทักษิณ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี สถานการณ์ก็ไม่น่าจะต่างกับการสนับสนุน สมัคร สุนทรเวช และ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่คนภายนอกต่างก็มองว่า ทั้งสองถูกเงาของ ทักษิณ ทอทาบอยู่

 บ้านเมืองก็จะกลับไปสู่ความวุ่นวายแบบเดิมอีกครั้ง !

 และนั่นก็น่าจะเป็นสาเหตุที่ เสนาะ ดิ้นรนต่อสายไปหาลูกน้องเก่าที่ ปทุมธานี เพื่อดึงออกไปร่วมหัวจมท้ายกันในนามพรรคการเมืองอื่นที่ไม่ใช่พรรคเพื่อไทย โดยน่าจะมีอดีตคนของพรรคความหวังใหม่พอสมควรติดตาม พล.อ.ชวลิต ไปร่วมทำพรรคใหม่ด้วยกัน

 ซึ่งก็ไม่ใช่เพียงเท่านั้น ไพจิต ศรีวรขาน คนใกล้ชิด พล.อ.ชวลิต ยังบอกว่า พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก แกนนำพรรคเพื่อแผ่นดิน จะไม่มาร่วมกับพรรคเพื่อไทยอย่างที่เคยประกาศไปก่อนหน้านี้แล้ว

 ถ้อยแถลงของไพจิต ย่อมหนักแน่นเพราะความจริงคือ ระหว่างไพจิต กับ พล.ต.อ.ประชา นั้นเชื่อมโยงเป็นเครือญาติจากการร่วมครอบครัวของลูกหลาน

 ก็เท่ากับว่า สภาพของพรรคเพื่อไทย ที่เกาะเกี่ยวด้วยกลุ่มการเมืองต่างๆ อยู่แต่เดิม บัดนี้กำลังถูกกัดเซาะด้วยประเด็นปัญหาพิเศษที่ยิ่งใหญ่อันเนื่องมาจากการปราศรัยของแกนนำ นปช.แล้ว

 สภาพของพรรคเพื่อไทยในวันนี้ จึงไม่ต่างจากวันที่ ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรีและมีอำนาจเบ็ดเสร็จภายในพรรค ชี้เป็นชี้ตายทางการเมือง เพราะรัฐธรรมนูญปี 2540 กำหนดให้การเป็นสมาชิกพรรคไม่น้อยกว่า 90 วันจึงจะสามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้ จนเสนาะ ต้องออกมาทลายคุกการเมือง และนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรานี้

 "ใครอึดอัดก็ไม่กล้าพูด เพราะกลัว พ.ต.ท.ทักษิณ หรือกลัวไม่ได้ลงสมัคร" นั่นคือถ้อยแถลงของ ไพจิต ที่สะท้อนภาพพรรคเพื่อไทยในวันนี้ได้เป็นอย่างดี

 เป็นสภาพที่ไม่ต่างจากแก้วบางปริ่มน้ำที่วางอยู่ขอบโต๊ะ รอเพียงการสั่นเบาๆ ก็พร้อมจะพลิกร่วงหล่น ส่วนจะแตกโพละกลับไปสู่สิ่งที่เคยเป็นเหมือนครั้งก่อนจะมี ทักษิณ หรือไม่ อีกไม่นานได้รู้แน่

ศรายุทธ สายคำมี