
"คลั่ง"มีอีกหลายภาค
คดีสะเทือนขวัญคนเมือง คงต้องบันทึกเรื่องราวของหนุ่มคลั่งยา ที่จี้ชิงรถฆ่าตำรวจ ยิงหัวแท็กซี่พลเมืองดี ก่อนมาถูกวิสามัญฆาตกรรมชดใช้กรรม
ข้อมูลจากญาตินายธาดา อินทมาศ อายุ 37 ปี ผู้ก่อเหตุระทึกเมืองพบว่า ผู้ตายติดยาบ้ามายาวนานตั้งแต่อายุ 19 ปี
นั่นหมายความว่าอย่างน้อยๆ 18 ปีที่ผ่านมา เขาหาซื้อยาบ้ามาเสพได้ตลอดเวลา ไม่เคยถูกจับ
หนุ่มรายนี้บ้านอยู่ อ.นบพิตำ จ.นครศรีธรรมราช
นี่คือผลพวงของการเสพยาอย่างต่อเนื่องยาวนานจนเกิดอาการหลอนขึ้นมา
ครั้งนี้อาจไม่ใช่ครั้งแรกและครั้งสุดท้ายเพราะที่ผ่านมาเคยเกิดกรณีเช่นนี้นับครั้งไม่ถ้วน
ส่วนใหญ่เมายาแล้วใช้อาวุธไล่ทำร้ายชาวบ้าน บางรายช่วยกันจับไว้ได้ บางรายจับชาวบ้านเป็นตัวประกันก็ยังเอาอยู่เพราะตำรวจมีเวลา สภาพพื้นที่เกิดเหตุก็ไม่ได้อยู่ในที่มิดชิดแต่อย่างใด
เหตุเศร้าสยองก็เลยไม่รุนแรงเท่าครั้งนี้
สงสัยท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี คงต้องทบทวนนโยบายปราบปรามยาเสพติดกันใหม่
ที่ท่านนายกฯ เคยประกาศไว้ตอนปีใหม่จะปราบยาเสพติด เป็นของขวัญแก่พี่น้องทั่วประเทศอาจไม่เข้าท่าเสียแล้ว
ยาเสพติดยังระบาดต่อเนื่อง แม้บางกองบัญชาการจะเร่งแก้ไข วิ่งไล่จับขี้ยาบ้าง
เอเย่นต์ตามตรอกซอกซอย หลังตลาดบ้าง ก็ยังมีผลงาน
กรุงเทพฯ คนเสพยาอาจยังไม่ชัดเพราะมีคนอาศัยหนาแน่น ต่างคนต่างอยู่ไม่สนใจกัน แถมมีความหลากหลายทางคดี
แต่ในต่างจังหวัดความแนบแน่นทางสังคมยังมีอยู่สูง ลูกหลานติดยารู้กันหมด
มีชาวบ้านร้องเรียนเรื่องยาเสพติดหรือแจ้งเบาะแสเข้ามามาก ส่วนใหญ่อยู่รอบเขตเทศบาล นอกตัวอำเภอ ยาเสพติดระบาดอย่างหนัก บางแห่งวัยรุ่น นักเรียนติดกันทั้งหมู่บ้านยันพระเณรก็มี
ยาเสพติดหาซื้อง่าย ส่วนใหญ่เป็นรายย่อยเพราะรับเอาจากพ่อค้ารายใหญ่มาขายอีกต่อ ปริมาณยาที่เก็บก็ไม่มาก ตำรวจไม่สนใจ ตำรวจชุมชนสัมพันธ์อ่อนแอ
ปัญหายาเสพติดในภูมิภาคอันตรายนะครับ อย่ามองเป็นเรื่องเล็ก ในตำบล ในหมู่บ้านเหล่านี้ล้วนอยู่ในเครือข่าย
กระจายอยู่เหมือนร้านสะดวกซื้อ เด็กๆ มีเงินก็หาได้ ยิ่งช่วงนี้ปิดเทอมไปดูเถอะ ยิ่งห่างตัวเมืองไกลอำเภอมากเท่าไร หามาเสพกันเต็มหัวไร่ปลายนา
ของขวัญที่รัฐบาลโปรยยาหอมให้ยังอีกไกล โลกของท่านนายกฯ กับโลกของตำรวจมันต่างกัน
โลกของตำรวจมีแต่เอาตัวรอด เหตุการณ์แบบนี้รับรองมีให้เห็นอีกคอยดู !!



