ข่าว

บรรหารติงออกกฎห้ามหาเสียงพาดพิงสถาบัน

บรรหารติงออกกฎห้ามหาเสียงพาดพิงสถาบัน

18 เม.ย. 2554

“บรรหาร”ชี้กกต.ออกกฎห้ามหาเสียงพาดพิงสถาบันถึงขั้นยุบพรรคก้าวไปไกลเกิน แนะหารือพรรคการเมือง ด้าน “ชุมพล” ชี้เป็นเรื่องเข้าใจผิด กกต.เต้นจนกลายเป็นเรื่องใหญ่โต อัดอย่าขวางประชาธิปไตย

(18เม.ย.) นายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)เพิ่มกฎระเบียบในช่วงเลือกตั้งห้ามนำสถาบันมาโยงกับการเมือง ไม่เช่นนั้นอาจถูกยุบพรรคว่า ไม่รู้ว่าเรื่องจะก้าวไปไกลแค่ไหน ความจริงเรื่องสถาบันเราก็ไม่ควรที่จะไปพูดถึง ความจงรักภักดีทุกคนมีอยู่แล้ว แต่จะแสดงออกทางไหนเท่านั้นเอง หากจะเอามาเกี่ยวกับเรื่องการเมืองคงไม่เหมาะสม ส่วนจะให้กกต.ออกเป็นข้อห้ามในการเลือกตั้งนั้น ตนไปชี้แนะคงไม่ได้ เป็นเรื่องทางการ ต้องดูว่าความเหมาะสมอยู่ตรงไหน แต่ถ้ามาพัวพันกับการเมืองคงไม่ดี แต่ถ้าความจงรักภักดีส่วนตัวเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

 ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าเห็นด้วยกับการที่ กกต.จะออกประกาศหรือไม่  นายบรรหาร กล่าวว่า คงไม่ต้องประกาศ ยังมีเรื่องต้องคุยอีกเยอะ และการยุบพรรคไม่ใช่เรื่องง่าย ก่อนทำอะไรกกต.ต้องประชุมและหารือร่วมกับพรรคการเมืองด้วย กกต.คงไม่กล้าไปสั่งการแบบนั้น

 ด้านนายชุมพล ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า เชื่อว่าเรื่องนี้เป็นการเข้าใจกันผิด และเป็นคนละประเด็น เพราะการหาเสียงเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่ต้องทำ ไปห้ามไม่ได้ กกต.ไม่มีสิทธิไปห้ามหาเสียง ส่วนเขาจะหาเสียงอย่างไรเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ใครก็ตามที่ไปพูดจาหมิ่นประมาทก็ต้องดำเนินตามกฎหมายอาญา ส่วนกกต.จะไปพ่วงว่าจะยุบพรรค ตนว่าเกินไปหน่อย แต่ถ้านายก. หรือนายข.ทำผิดกฎหมายอาญาก็ดำเนินการเขาไป ส่วนสิทธิการหาเสียงเป็นไปตามรัฐธรรมนูญไปห้ามไม่ได้

 “อย่างเช่นนโยบายพรรคชาติไทยพัฒนาประกาศว่า 1. จะดำเนินกิจกรรมทางการเมืองภายใต้ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และ 2. จะปกป้องและเทิดทูนพระมหากษัตริย์ อย่างนี้ทำไมผมทำไม่ได้ ผมถามหน่อยมาห้ามผมได้อย่างไร ถ้าผมแถลงนโยบายอย่างนี้ทำได้ แต่อย่าทำในลักษณะที่ว่ากล่าวหาเข้าข้อกฎหมายอาญา หมิ่นประมาทไม่ว่าจะเป็นบุคคลใดก็ตามผิดทั้งนั้น โดยเฉพาะสถาบันอยู่เหนือทุกสิ่งทุกอย่าง ” นายชุมพล กล่าว

 ผู้สื่อข่าวถามว่า จะหารือกับนายกฯหรือไม่ นายชุมพล กล่าวว่า เรื่องนี้ได้มีการพูดกันในคณะรัฐมนตรี(ครม.)แล้ว เพราะราชเลขาฯ ได้ทำหนังสือถึงนายกฯ และนายกฯได้แจ้งให้ครม.รับทราบว่ามีพรรคการเมืองหนึ่งได้ไปพิมพ์เอกสารขึ้นมาแล้วบอกว่าได้รับพระบรมราชานุญาต ทางราชเลขาฯได้ทำหนังสือปฎิเสธว่าไม่เคยมีพระบรมราชานุญาตแก่พรรคการเมืองใด หรือผู้ใด เรื่องก็จบอยู่แค่นั้น ส่วนใครไปพูดหมิ่นประมาทสถาบันก็ต้องไปดำเนินกฎหมายอาญา ส่วนการหาเสียงก็ต้องให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งต้องแยกออกเป็น 3 ประเด็น 1. การหาเสียง 2. การพูดหาเสียงหมิ่นประมาทก็ต้องรับผิดชอบไป 3. ใครไปแอบอ้างว่าได้รับพระบรมราชานุญาตก็เป็นอีกเรื่อง คนละเรื่องกัน

 “เวลานี้สังคมกำลังเข้าใจกันผิด เอามารวมเป็นอันเดียวกันหมด กกต.ก็เต้นไปกับเขาด้วยจะออกเป็นกฎเหล็ก ทำอะไรก็อย่าขวางประชาธิปไตยก็แล้วกัน ทุกคนต้องส่งเสริมประชาธิปไตย รวมทั้งกกต.ด้วย ไม่ใช่พยายามจำกัดสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ โดยอาศัยรัฐธรรมนูญออกข้อโน้น ข้อนี้ ขึ้นมา ไม่ถูกต้อง ปฎิรูปรัฐธรรมนูญต่อไปก็คงต้องดูแลองค์กรอิสระ”หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนากล่าว

 เมื่อถามว่านายกฯเป็นคนขยับในเรื่องนี้เอง นายชุมพล กล่าวว่า ไม่รู้ว่านายกฯขยับลักษณะไหนแล้วก็ออกไปรวม ๆกัน ซึ่งที่พูดกันในครม.เพียงแต่บอกว่าให้เลขาครม.ทำเรื่องไปถึงกกต.ก็แล้วกัน ถ้าใครไปแอบอ้างว่าได้รับพระบรมราชานุญาตก็ขอให้ดำเนินการ เรื่องไม่น่าจะไกลถึงขนาดนี้ ไม่ใช่เรื่องใหญ่โต

อย่างไรก็ตามพรรคชาติไทยพัฒนายืนอยู่บนจุดประชาธิปไตยต้องการต่อยอดการพัฒนาประชาธิปไตยของเมืองไทยไม่ให้ถอยหลัง ต้องการต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ ประชาธิปไตยจะไปได้ไม่ว่าประเทศไหนต้องอยู่ระบบของพัฒนาการไม่ใช่ระบบการฆ่าตัดตอน ไม่เช่นนั้นก็ไม่โตสักที เด็กออกจากท้องแม่ต้องร้องก่อน คลาน เดิน กว่าจะเดินได้ล้มลุกคลุกคลานขนาดไหน ประชาธิปไตยต้องอดทนหน่อย ให้บทเรียนเป็นตัวชะล้างเอง พรรคชาติไทยพัฒนาหลังจากนี้จะทำอย่างไรให้เกิคดวามสามัคคี ปรองดองเกิดขึ้นในชาติให้ได้ ทุกฝ่ายอย่ายืนบนข้างที่ตัวเองได้เปรียบ และไม่ลงมาแก้ไขอะไรเลย สังคมไทยสมัยก่อนมีม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกฯพูดอะไรสังคมฟังหมด แต่เดี๋ยวนี้สังคมไทยพูดอะไรไปไม่มีใครฟัง คนที่พอพูดได้ สังคมฟังก็ไปถือข้างเขาอีก ปัญหาก็กระดอนไปข้างบน เพราะฉะนั้นต้องมีคนแก้ ความไม่เป็นธรรมในสังคมยังมีอยู่ ต้องแก้ ไม่เช่นนั้นก็ถือฝ่าย ถือหางกันอยู่อย่างนี้