
ไล่ออกเอาเงินประกัน
ดิฉันทำงานในบริษัทแห่งหนึ่งในตำแหน่งจัดซื้อ ตอนที่สมัครงานมีสัญญาอยู่ 2 ฉบับ ฉบับที่ 2 เป็นฉบับ (เพิ่มเติม) เนื้อหามีอยู่ว่า ถ้าทำงานไม่ครบ 2 ปี จะถูกปรับเงิน 5 เท่าของเงินเดือน ดิฉันถามทางบริษัทเกี่ยวกับสัญญานี้ ทางบริษัทแจ้งว่าแค่กันคนทุจริต ถ้าไม่ได้ทำ
เมื่อเข้ามาทำงานได้ประมาณ 4 เดือน เจ้านายก็ต่อโปรให้จนกระทั่งทำงานได้ถึง 7-8 เดือน ในขณะนั้นได้ยินมาว่าเพื่อนๆ ถูกให้ออกจากงาน แต่ดิฉันก็ไม่ทราบสาเหตุ และพนักงานก็ต้องจ่ายเงินตามสัญญา
ต่อมาเจ้านายได้เรียกดิฉันมาคุยจะให้ดิฉันออกจากงาน โดยอ้างเหตุผลว่าทำงานไม่ดี ดิฉันก็บอกว่างั้นขอให้ออกใบว่าจ้างออกด้วย เพราะดิฉันไม่ได้ขอออกเอง บริษัทบอกว่าต้องทำตามสัญญา คือ ต้องจ่ายเงิน 5 เท่าของเงินเดือน ดิฉันเห็นว่าไม่ถูกต้องจึงไม่ยอมจ่าย บริษัทมีทางเลือกให้คือจ่ายเงินสดหรือไม่ก็เขียนใบกู้เงิน โดยมีคำขู่ต่างๆ นานา แต่ดิฉันไม่ได้เขียนหรือตกลงอะไรทั้งนั้น
วันต่อมาดิฉันตัดสินใจว่าจะไม่เข้าไปทำงานแล้ว เพราะกลัวว่าจะถูกยัดเยียดข้อหาทุจริต เพราะพี่สาวเขามาอยู่ในห้องทำงานด้วย น้องที่ร่วมงานก็ไม่กล้าไปทำงานเช่นเดียวกัน เย็นวันนั้นก็เลยไปแจ้งความที่สถานีตำรวจไว้เป็นหลักฐานว่า เพราะเหตุใดจึงไม่ได้เข้าไปทำงาน และวันรุ่งขึ้นก็ไปติดต่อกรมคุ้มครองแรงงาน มีการลงบันทึกไว้เป็นหลักฐาน และได้ตรวจสอบพบว่า ไม่มีสัญญาตัวนี้ในกรมคุ้มครองแรงงาน
พนักงานทุกคนถูกบังคับให้เลิกงาน 1 ทุ่ม ไม่ใช่ 5 โมงเย็นตามที่แจ้งไว้กับกรมแรงงาน และช่วงที่ออกจากงานก็มีการติดต่อให้เข้าบริษัทอยู่หลายครั้ง แต่ดิฉันกับน้องที่ร่วมงานกันก็ไม่ได้ไป เมื่อดิฉันไม่เข้าไปพบเพื่อตกลง บริษัทก็ส่งตำรวจนอกเครื่องแบบมาหาและนำรูปภาพมาให้ดู เป็นเหมือนการขู่
ผ่านไปหลายเดือนดิฉันก็ทำงานที่ใหม่ และพอทราบว่าบริษัทกล่าวหาและแจ้งบริษัทตัวแทนจำหน่าย (ซับพลายเออร์) อื่นๆ ว่า ดิฉันทุจริต
ดิฉันออกจากงานมาก็ตั้งใจทำงานกับบริษัทใหม่ มีน้องที่บริษัทคอยถามว่าทำงานที่ไหน แต่ดิฉันก็ไม่คุยด้วย จนกระทั่งวันหนึ่งมีหมายศาลออกมาข้อหาทำลายเอกสาร ทรัพย์สินบริษัท และอื่นๆ ซึ่งไม่เกี่ยวกับตัวสัญญา 2 ปี มีรูปภาพที่ดิฉันกำลังใช้ Flash Drive หาว่าลักขโมยข้อมูล และรูปภาพที่กำลังฉีกกระดาษ Reuse ที่มีต้นทุน กล่าวหาว่าทำลายเอกสาร และคิดค่าเสียหายเป็นหลักล้าน
ดิฉันได้ติดต่อกับสภาทนายความเพื่อขอความช่วยเหลือและได้ขึ้นศาลแรงงานกลาง แต่โจทก์ต้องการให้ดิฉันถูกขึ้นศาลอาญา เท่าที่ดิฉันทราบคือบริษัทกำลังวิ่งเต้นเรื่องนี้อยู่
ยังมีน้องๆ อีกหลายคนที่อยากออกจากงาน แต่ก็กลัว ช่วยแนะนำด้วยค่ะ
เมตตา
ตอบ
อาจารย์ยศศักดิ์ โกไศยกานนท์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต แนะนำว่า จากข้อมูลที่ให้มา ในเรื่องของสัญญาฉบับที่สองที่ให้พนักงานทำไว้นั้น ดูแล้วไม่ค่อยโปร่งใส เพราะบริษัทที่รับสมัครงานส่วนใหญ่จะไม่มีสัญญาเช่นนี้ออกมา ดังนั้น กรณีนี้ถ้าดูจากข้อมูลในส่วนของสัญญาฉบับที่สองหากมีการฟ้องร้องเกิดขึ้น ก็ไม่น่าจะอยู่ในเกณฑ์ที่กฎหมายแรงงงานรองรับ จึงไม่น่าจะมีผลทางกฎหมายที่จะนำมาบังคับใช้กับคุณได้
แม้ว่าในทางกฎหมาย เมื่อคุณเข้าทำงาน หากมีการเซ็นสัญญาเกิดขึ้น ก็ถือว่า มีผลทางกฎหมายแล้ว ซึ่งในที่นี้หมายความว่า ในทางกฎหมาย สัญญาที่คุณทำไว้มีผลต่อคุณ แต่เมื่อผ่านกระบวนการของศาล เรื่องสัญญาฉบับที่สอง ก็จะถือว่า ไม่มีผลตามกฎหมายอยู่ดี เพราะดูแล้วไม่อยู่ในข่ายของกฎหมายแรงงาน ดังนั้น อยากให้วางใจ หากจะต้องมีการฟ้องร้องเกิดขึ้น
ส่วนเรื่องที่อ้างว่า คุณมีความผิด เพราะมีการนำข้อมูลของบริษัทไป หรือทำลายทรัพย์สินบริษัท ตรงนี้เมื่อผ่านกระบวนการของศาล คุณควรพูดไปตามความเป็นจริง ถ้าคุณไม่ได้เข้าไปทำงานในบริษัทที่เป็นคู่แข่งของบริษัทนี้ เรื่องที่ว่าขโมยข้อมูลก็ไม่น่าจะมีผลอะไร และถ้ามีหลายคนที่ถูกกระทำเช่นเดียวกันกับคุณ ในเมื่อคุณใช้บริการสภาทนายความแล้ว ก็ให้ช่วยตรวจสอบให้เลยว่า การที่บริษัทนี้ทำสัญญาฉบับที่สองขึ้นมาอย่างนี้ถูกต้องหรือไม่ ซึ่งถ้าไม่ถูกต้อง พนักงานทั้งหมดที่ถูกกระทำ อาจจะเรียกร้องเอาผิด หรือฟ้องกลับบริษัทนี้ได้ด้วย
ลุงแจ่ม



