
ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน
จากปัญหาน้ำท่วมหลายสิบจังหวัดในช่วงที่ผ่านมา เรามักจะได้ยินข่าวการบริจาคเงินและสิ่งของเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย ทั้งที่ในการดำเนินชีวิตตามปกติของคนเราน่าจะมีการช่วยเหลือตนเอง ด้วยการเตรียมความพร้อมสำหรับความไม่แน่นอนในชีวิตบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นของกินของใช
การช่วยเหลือกันเองในหมู่ผู้ประสบภัย ย่อมช่วยให้เกิดความเห็นอกเห็นใจ ในฐานะเพื่อนร่วมทุกข์ด้วยกัน ย่อมมีความคล่องตัวมากกว่าการรอรับความช่วยเหลือจากคนภายนอกแวดวงผู้ประสบภัย ทำให้เป็นเพื่อนร่วมทุกข์กันได้ อย่างแท้จริง
การทำงานจิตอาสาบรรเทาสาธารณภัย ย่อมจะช่วยให้ไม่จ่อมจมจับเจ่าเศร้าหมองใจ อยู่กับปัญหาน้ำท่วม เช่นการพายเรือบริการคนอื่นให้ได้รับความสะดวกสัญจรไปมา ในระหว่างบ้านที่ถูกน้ำท่วมกับแหล่งที่ติดต่อกับคนภายนอกได้สะดวก การส่งเสบียงอาหารไปยังคนแก่และเด็กที่ไม่มีความคล่องตัว แม้กระทั่งการดูแลแนวคันกั้นน้ำของชุมชน ล้วนเป็นงานที่น่าทำสำหรับคนผู้ประสบภัยทั้งสิ้น
ทั้งนี้ต้องอาศัยการ “ปรารภความเพียร” (วิริยารัมภะ) เป็นประการสำคัญ หาไม่แล้วก็จะงอก่องอขิง งอมืองอเท้า ไม่ใช่คนพิการก็เหมือนคนพิการ อยู่ในสภาวะ “ใจภิบัติ” มากกว่า “ภัยพิบัติ”
การตั้งโรงครัวส่วนกลาง แบ่งกันกินในชุมชนผู้ประสบภัยนั้น เป็นเรื่องดี ด้วย "อุปายโกศล" สร้างความสามัคคีสำหรับผู้คนในชุมชนนั้นๆ ยิ่งนัก ถ้าบริหารจัดการแบ่งปันส่วนอย่างเหมาะสมก็จะเป็น “ประโยชน์สูง-ประหยัดสุด” โดยที่แม่บ้านเป็นอาสาสมัครทำครัวร่วมกัน ทั้งนี้แม้ไม่มีไฟฟ้าก็ใช้ฟืน ถ่าน แก๊สได้ตามความเหมาะสม
โดยจริงแล้วการดำรงชีพแบบทางเลือกที่ปราศจากไฟฟ้านั้น ควรได้รับการฝึกฝนให้คุ้นชินอยู่เสมอ เพื่อชีวิตจักได้ไม่สะดุดเมื่อถึงวันไม่มีไฟฟ้าใช้เช่นวันประสบภัยพิบัติ เป็นต้น รวมความว่า การกลับไปหาคุณค่าในชีวิตของผู้ประสบภัยด้วยกันเองนั่นแหละคือการสร้างโอกาสจากสถานการณ์วิกฤติ ทั้งนี้ มิได้ปฏิเสธความช่วยเหลือจากสายธารน้ำใจของเพื่อนร่วมชาติญาติร่วมโลก เพียงแต่ขอให้เป็นเรื่องรอง มิใช่เรื่องหลัก
"อัตตา หิ อัตตโน นาโถ" หมายถึง "ตนแล เป็นที่พึ่งแห่งตน" ดูจะเป็นพุทธภาษิตยอดฮิต แต่มักไม่ค่อยนำพาไปสู่การปฏิบัติจริงได้สักเท่าไรในหมู่ชาวพุทธเรา
"ท่านจันทร์"
www.prajan.com



