ข่าว

เมื่อไต้หวันเพิ่มเก็บภาษีคนรวยช่วยคนจน

เมื่อไต้หวันเพิ่มเก็บภาษีคนรวยช่วยคนจน

18 เม.ย. 2554

รัฐสภาไต้หวันได้ผ่านร่างกฎหมายภาษีการขายสินค้าและบริการเฉพาะอย่าง หรือที่เรียกง่ายๆ ว่า ภาษีคนรวย เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (15 เม.ย.) โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจน คาดว่าจะเริ่มมีผลบังคับใช้วันที่ 1 มิถุนายนนี้

       ภายใต้มาตรการใหม่ที่เป็นบทสรุปจากการศึกษาต้นแบบภาษีจากสิงคโปร์ เกาหลีใต้และสหรัฐนั้น อสังหาริมทรัพย์ที่เจ้าของซื้อไว้แต่ไม่ได้พักอาศัยและขายเปลี่ยนมือภายใน 2 ปี จะถูกเก็บภาษีระหว่าง 10-15% เพื่อป้องกันการเก็งกำไร ที่ทำให้ราคาอสังหาฯ พุ่งพรวดจนคนชั้นกลางและล่างแทบหมดปัญญาหาทางเป็นเจ้าของ หลายฝ่ายมองว่าราคาอสังหาฯ ที่ทำให้กรุงไทเปติดอันดับเมืองแพงที่สุดในเอเชีย เป็นเหตุผลหลักในการผลักดันภาษีประเภทนี้ออกมา 
 
      ส่วนสินค้าและบริการฟุ่มเฟือยในไต้หวัน ที่ถือเป็นตลาดสินค้าฟุ่มเฟือยใหญ่อันดับต้นๆ ของโลก จะถูกเก็บภาษีในอัตราต่างกันไปอย่างเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว เรือยอชท์ และรถยนต์ ราคาตั้งแต่ 3 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน (3 ล้านบาท) จะอยู่ที่ระดับ 10%  ส่วนงาช้าง หินปะการัง เสื้อขนสัตว์ เฟอร์นิเจอร์ และสมาชิกคลับกอล์ฟที่มีมูลค่าเกิน 5 แสนดอลลาร์ไต้หวัน (5 แสนบาท) จะถูกเก็บภาษี 10%
   
       ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งบริษัทนายหน้าซื้อขายอสังหาฯ คัดค้านภาษีนี้สุดตัว อุตสาหกรรมก่อสร้างก็น่าจะได้รับผลกระทบเช่นกัน ด้านหอการค้ายุโรปในกรุงไทเป ก็หวั่นว่าภาษีที่แพงขึ้น จะส่งผลกระทบต่อการนำเข้ารถหรูยี่ห้อยุโรปอย่างบีเอ็มดับเบิลยู เมอร์เซเดส-เบนซ์ และอื่นๆ

       แต่ผลสำรวจชี้ว่า คนไต้หวันส่วนใหญ่เห็นด้วย ส่วนพรรครัฐบาลและฝ่ายค้านที่จะต้องเผชิญศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีต้นปีหน้า ก็พร้อมใจกันผ่านกฎหมายนี้อย่างไร้เสียงโต้เถียงในสภา

       นายจอร์จ ฮัว อาจารย์คณะสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยหนึ่งในไต้หวัน กล่าวว่า คนที่คัดค้านเห็นจะมีแต่คนรวย เพราะถูกกระทบ ช่องว่างรายได้ทำให้การเป็นเจ้าบ้านที่พักอาศัยยากขึ้นทุกทีสำหรับคนในวัย 20 ปีเศษ-30 ปีเศษ ที่อาจจะต้องทำงานเก็บเงินชั่วชีวิตถึงจะมีปัญญาซื้อได้ นี่เป็นสภาพที่ลูกศิษย์ของเขาจะต้องเผชิญหลังออกจากรั้วมหาวิทยาลัย      
  
   ช่วง 40 ปีที่ผ่านมา ไต้หวันได้เปลี่ยนจากการเป็นเพียงผู้ส่งออกสินค้าของเล่นเด็กราคาถูก ไปเป็นผู้ผลิตสินค้าไฮเทคชั้นนำของโลก แต่ชาวไต้หวันจำนวนมากกลับไม่ได้มีฐานะที่ดีขึ้น เพราะปัญหาการกระจายรายได้ แต่ภาพความเหลื่อมล้ำในสังคมไต้หวันยังไม่ได้ชัดเจนนัก กระทั่งในช่วงหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา ที่ตัวเลขรายได้ของคนรวยกับคนจนถ่างออกไปอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
  
    นักวิชาการในสหรัฐมองว่านี่เป็นแนวโน้มเดียวกับสหรัฐอเมริกา กล่าวคือเศรษฐกิจขยายตัว แต่ค่าจ้างแรงงานส่วนใหญ่กลับนิ่ง เพราะบริษัทจำนวนมากย้ายฐานการผลิตไปจีน เช่นเดียวกันกับไต้หวันที่พึ่งพาจีนในแง่เศรษฐกิจมากขึ้นในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ตำแหน่งงานไหลข้ามช่องแคบไปจีน แต่รายได้และกำไรที่ได้กลับมาอยู่ในมือเจ้าของธุรกิจมากกว่าจะอยู่กับประชากรส่วนใหญ่ 
 
      ชนชั้นล่างไต้หวันยังถูกซ้ำเติมจากวิกฤติการเงินโลกในปี 2551 ที่ทำให้เศรษฐกิจถดถอยรุนแรงในปี 2552 บริษัทหลายแห่งต้องปิดกิจการหรือลอยแพคนงาน ฉุดอัตราว่างงานพุ่งสูงกว่า 6%
 
    นักวิเคราะห์การเมืองไต้หวันมองว่า ช่องว่างระหว่างคนรวยคนจนขยายใหญ่อย่างเห็นได้ชัด นับตั้งแต่ประธานาธิบดีหม่า อิง จิ่ว เข้าดำรงตำแหน่ง จึงอาจเป็นจุดที่ฝ่ายค้านนำมาใช้โจมตีได้ รัฐบาลจึงต้องสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีและสมาชิกรัฐสภาต้นปีหน้า ซึ่งขณะนี้พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน เริ่มมีคะแนนนิยมแซงพรรคชาตินิยม พรรครัฐบาลปัจจุบันภายใต้การนำของประธานาธิบดีหม่า

         ยังไม่ชัดเจนนักว่ามาตรการภาษีนี้ จะช่วยลดช่องว่างรวยจนให้แคบลงเท่าใด หรือจะเป็นแค่นโยบายประชานิยมก่อนเลือกตั้ง ที่จะช่วยเยียวยาความรู้สึกของผู้มีรายได้น้อยเท่านั้น
 
        คนรวยล้นฟ้าสามารถซื้อหาสินค้าหรูหราฟุ่มเฟือยได้อยู่แล้วไม่ว่าภาษีจะแพงแค่ไหน หรือเลือกไปเก็งกำไรอสังหาริมทรัพย์ในต่างแดนที่ภาษีถูกกว่าก็ได้ ส่วนกลุ่มคนกึ่งรวย อาจมีการลังเลในการตัดสินใจใช้จ่ายสำหรับสินค้าราคาแพง และผู้ค้าอาจมีกลยุทธ์ปรับตัวกันไป แต่หากพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้มีอันจะกินไม่เปลี่ยนแปลงเท่าใดนัก ภาษีคนรวยที่เก็บได้ จะช่วยให้ไต้หวันมีรายได้มาใช้สนับสนุนบริการสังคมในปีแรกที่บังคับใช้มาตรการนี้ ประมาณ 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ไต้หวัน (1.5 หมื่นล้านบาท) เลยทีเดียว