
"ด.ต.ลิขสิทธิ์ พิลาศรี"จากหนุ่มก่อสร้างสู่...ถนนสีกากี
"ช่วยพ่อกับแม่ดูแลบ้านดีๆ นะ เดี่ยวหลังสงกรานต์นัดรวมญาติกัน"
นี่คือคำพูดสุดท้ายของ ด.ต.ลิขสิทธิ์ พิลาศรี ที่ยังดังก้องหู นายเสริม พิลาศรี น้องชายหลังจากสองพี่น้องมีโอกาสสนทนากันทางโทรศัพท์ ก่อนที่ ด.ต.ลิขสิทธิ์ จะถูกนายธาดา อินทมาศ กระหน่ำแทงและยิงเสียชีวิตเพียงชั่วข้ามคืน
ชีวิตของด.ต.ลิขสิทธิ์ ในวัยเด็ก อาจไม่สนุกสนานเหมือนกับเด็กทั่วไป เนื่องจากฐานะทางบ้านไม่ค่อยดีนัก แต่ด้วยความอุตสาหะตั้งใจ ผลการเรียนจึงส่งตัวเขาได้มาศึกษาที่โรงเรียนประจำจังหวัด
"ครอบครัวผมมีพี่น้อง 6 คน โดย ด.ต.ลิขสิทธิ์ เป็นบุตรคนที่ 3 แต่เป็นพี่ชายคนโต เขาใฝ่ฝันอยากเป็นตำรวจมาตั้งแต่เด็ก แม้ฐานะทางบ้านไม่ค่อยดีนัก พี่ชายก็ไม่ล้มเลิกความตั้งใจ ช่วยพ่อแม่ทำไร่ไถนา หาเงินไว้เป็นทุนการศึกษาพอจบชั้น ม.6 ก็ไปสอบเข้าโรงเรียนพลตำรวจที่ จ.นครราชสีมา ปีแรกพี่เขาสอบไม่ได้ ก็ไม่ละความพยายาม สอบใหม่ในปีถัดมาจนสมหวังได้เป็นตำรวจ" นายเสริมกล่าวถึงพี่ชายอย่างภูมิใจ
หลังจากปีแรกที่สอบเข้าเป็นตำรวจไม่ได้ ชีวิตของด.ต.ลิขสิทธิ์ ก็ไม่ได้เรียนต่อหรือเข้าเรียนพิเศษเพิ่มเติมแต่อย่างใด เขากลับต้องไปหาเงินมาช่วยจุนเจือครอบครัว ด้วยการไปเป็นคนงานก่อสร้าง อยู่ที่ จ.ชลบุรีเกือบ 1 ปีเต็ม กระทั่งการสอบครั้งที่สองประสบความสำเร็จ เขาจึงทิ้งอาชีพคนงานก่อสร้างกลับมาเรียนและได้บรรจุเข้ารับราชการครั้งแรกในสังกัดกองคลังพลาธิการ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน
"พี่ชายเป็น ตชด.อยู่นานกระทั่งปี 2547 จึงย้ายไปสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาล ในตำแหน่ง ผบ.หมู่จราจร ประจำ สน.ดุสิต เป็นคนขยันทำงานไม่เคยบกพร่องต่อหน้าที่ มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี เป็นที่รักของเพื่อนฝูง ทุกครั้งที่กลับมาบ้านที่ จ.สุรินทร์ ก็ไม่เคยโอ้อวดว่าเป็นตำรวจ มีแต่เฉพาะเพื่อนสนิทจริงๆ เท่านั้นที่รู้ว่าเขาเป็นตำรวจ" น้องชายเหยื่อกระสุนเล่าถึงเส้นทางชีวิตของพี่ชาย
ด.ต.ลิขสิทธิ์ได้แต่งงานกับนางเบญจวรรณ มีบุตรด้วยกัน 2 คน นอกจากเป็นเสาหลักให้ภรรยาและลูกๆ แล้ว ยังคอยช่วยเหลือครอบครัวที่ จ.สุรินทร์ด้วย เมื่อเขาต้องเสียชีวิตไป สมาชิกครอบครัวพิลาศรี ก็ยังทำใจไม่ได้โดยเฉพาะนางบุญเหลือ ซึ่งป่วยด้วยโรครูมาตอยด์ เดินไม่ค่อยสะดวก ทันทีที่ทราบข่าวการเสียชีวิตของบุตรชายถึงกับเหม่อลอยไม่ยอมพูดจากับใคร จนญาติๆ เป็นห่วงว่าจะล้มป่วยไปอีกคน
ขณะที่นางเบญจวรรณ ยังอยู่ในอาการเศร้าโศกพูดถึงสามีว่า ได้พูดกับ ด.ช.ประกาศิต บุตรชายคนโต อยู่เสมอว่า หากพ่อเป็นอะไรไปให้ลูกดูแลแม่และน้องให้ดี ซึ่งไม่คิดว่าเรื่องที่ ด.ต.ลิขสิทธิ์พูดไว้จะเป็นจริง
"ไม่คิดว่าเขาจะจากไปเร็วเช่นนี้ ยังทำใจไม่ได้หลังจากนี้ครอบครัวจะเดินไปทางไหน เพราะพี่เขาเป็นเสาหลักรายได้ทางเดียวที่เข้าบ้านก็มาจากเขา ฉันเองไม่ได้ทำอะไรอยู่กับบ้านเลี้ยงลูก" ภรรยา ด.ต.ลิขสิทธิ์ กล่าว
นอกจากความเสียใจจากการสูญเสียสามีแล้ว นางเบญจวรรณยังเป็นกังวลถึงอนาคตของบุตรทั้ง 2 คนและอีกคนที่กำลังจะเกิด โดยเฉพาะบุตรชายคนโตซึ่ง ด.ต.ลิขสิทธิ์ ใฝ่ฝันอยากให้สอบเข้าโรงเรียนนายร้อยตำรวจให้ได้ เพราะไม่มั่นใจว่าจะสามารถหาเงินส่งเสียลูกจนเรียนจบได้หรือไม่ แต่ที่กังวลมากที่สุดคือเรื่องที่อยู่อาศัย เพราะทุกวันนี้พักอยู่ในแฟลตตำรวจซึ่งเป็นสวัสดิการของสามี เมื่อเสียชีวิตแล้วไม่มั่นใจว่าครอบครัวจะยังพักอาศัยต่อไปได้หรือไม่ หากต้องย้ายออกจริงๆ จนถึงวินาทีนี้ยังไม่รู้ว่าจะไปอยู่ที่ไหน!
นี่คงไม่เป็นชะตากรรมชีวิต...ของครอบครัวตำรวจชั้นผู้น้อย...ที่ถูกคนร้ายสังหารขณะปฏิบัติหน้าที่!!



