
ดินแดนแห่งรักมากและโอกาสการลงทุน (1)
ดิฉันเพิ่งกลับจากการเดินทางเยือนสาธารณรัฐอุซเบกิซสถาน ในแถบเอเชียกลาง หนึ่งในอาณาจักรโบราณที่เป็นศูนย์กลางตอนกลางของเส้นทางสายแพรไหมของแท้ซึ่งเชื่อมระหว่างจีนกับยุโรปเข้าด้วยกัน ไม่ใช่เส้นทางสายไหมเทียมที่เสริมเข้าไปภายหลังเพื่อหวังผลทางด้านการท่องเที่ยว
ถึงแม้ว่าจะเป็นอาณาจักรโบราณที่เคยมั่งคั่งในอดีต แต่ก็เป็นอาณาจักรที่ถูกต่างชาติยึดครองมาเกือบตลอด ครั้งที่ยังเป็นอาณาจักรซ็อกเดียนาโบราณก็ถูกกองทัพของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชบดขยี้เมื่อ 367 ปีก่อนคริสตกาล ตามด้วยการตกเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรเปอร์เชียในช่วงศตวรรษที่ 6 ก่อนจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิมองโกลในยุครุ่นลูกรุ่นหลานของเจ็งกิสข่านในช่วงศตวรรษที่ 12
แต่ในศตวรรษที่ 13 อามีร์ ติมูร์ ขุนศึกผู้แกร่งกล้าตามชื่อที่แปลว่า "เหล็ก" ผู้มีเชื้อสายมองโกลเร่ร่อนหรือตาตาร์ ก็ได้สถาปนาอาณาจักรเติร์กสถานของตัวเองขึ้นมา แถมยังขยายอาณาจักรให้ยิ่งใหญ่ตามรอยเจ็งกิสข่าน โดยบุกไกลไปถึงอินเดียจนเป็นบรรพบุรุษของราชวงศ์โมกุล ซึ่งได้นำสถาปัตยกรรมของติมูร์ไปเป็นแบบอย่างในการสร้างทัชมาฮาล อนุสรณ์สถานแห่งความรักอันยิ่งใหญ่ของชาห์ชะฮานที่มีต่อมุมตัส มเหสีคู่ทุกข์คู่ยาก
อย่างไรก็ดี ในศตวรรษที่ 19 อุซเบกิสถานก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของอดีตสหภาพโซเวียตรุสเซีย และเพิ่งจะได้รับเอกราชเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2534 หรือเมื่อ 20 ปีที่แล้วนี้เอง จากนั้นก็มุ่งสร้างชาติขึ้นมาใหม่ตามนโยบายของ "ท่านผู้นำ" ผู้เป็นเผด็จการประชาธิปไตยที่ประกาศขายฝันอันยิ่งใหญ่ว่า "อุซเบกิสถานจะต้องเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต" พร้อมกับลงมือเร่งรัดพัฒนาในโครงการต่างๆ โดยเฉพาะในโครงข่ายสาธารณูปโภคพื้นฐาน รวมไปถึงการตัดถนนผ่านทะเลทรายอันแสนแห้งแล้ง การสร้างโรงแรมรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือการลงทุนด้านการบริการ เป็นต้น
ไม่ต้องบอกก็คงรู้ไปทั่วว่าฝันนี้คงอีกยาวไกลกว่าจะเป็นจริงขึ้นมาได้ในเมื่อขาดแคลนไปเสียทุกอย่างโดยเฉพาะสาธารณูปโภคพื้นฐาน ทั้งๆ ที่สมัยที่ยังเป็นสาธารณรัฐของอดีตสหภาพโซเวียตรุสเซีย อุซเบกิสถานเป็นหนึ่งในสาธารณรัฐที่มีการพัฒนาทางอุตสาหกรรมสูงที่สุดในเอเชียกลาง รองจากรัสเซีย ยูเครนและเบรารุสเท่านั้น แต่พอได้รับเอกราช สารพัดปัญหาก็ผุดขึ้นตามมาทันที โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจที่ง่อนแง่นไม่มั่นคง หนำซ้ำยังยากจะพื้นฟูให้แข็งแกร่งขึ้นมาง่ายๆ
บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์



