
โชว์"สินค้าดี"ของเมืองไทยกำเนิดจากท้องถิ่น...สู่ตลาดโลก
เกิดข่าวเกรียวกราวไปเมื่อเร็วๆ นี้ เกี่ยวกับการแอบอ้างชื่อ "ชมพู่เพชร" หรือชมพู่เพชรสายรุ้ง ซึ่งเป็นสินค้าท้องถิ่นที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น "สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์" กับกรมทรัพย์สินทางปัญญา จนต้องออกมาปราบปรามกันยกใหญ่
เนื่องจากผลไม้ชนิดที่ว่า เป็นสินค้าที่ได้รับการคุ้มครองตาม พ.ร.บ.คุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ พ.ศ.2546 ซึ่งหากมีการแอบอ้างชื่อ หรือทำให้คนเกิดความสับสน หลงผิด คิดว่าเป็นสินค้าจากแหล่งภูมิศาสตร์ที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้แล้ว จะมีโทษปรับถึง 2 แสนบาท
โดย "สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์" หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่าจีไอ (Geographical Indication) นั้น เป็นอีกแนวทางหนึ่งในการส่งเสริม "สินค้าดี" ของเมืองไทย ที่นอกจากจะเป็นการรักษามาตรฐานของสินค้า เพิ่มมูลค่า และกระจายรายได้ไปสู่ชุมชนแล้ว ในแง่ของผู้บริโภค จีไอยังเป็นเครื่องมือหนึ่งในการรับประกันคุณภาพของสินค้าในท้องถิ่นนั้นๆ ทั้งสามารถผลักดันออกไปสู่ตลาดโลกภายใต้แบรนด์ของท้องถิ่นเองด้วย
ชูสินค้าท้องถิ่น-เพิ่มรายได้ชุมชน
ทั้งนี้ "สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์" เป็นการใช้ชื่อของแหล่งภูมิศาสตร์มาประกอบกับสินค้า เพื่อแสดงให้ผู้ซื้อหรือผู้บริโภคได้ทราบถึงคุณภาพ ลักษณะพิเศษของสินค้านั้นๆ ที่เป็นผลมาจากปัจจัยธรรมชาติ เป็นสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ของแหล่งผลิต ผสมผสานเข้ากับภูมิปัญญาของคนในพื้นที่สั่งสมกันมาผลิตสินค้าที่มีคุณลักษณะเฉพาะจนเป็นที่กล่าวขานกันทั่วไป
ตัวอย่างเช่น ไข่เค็มไชยา ผู้บริโภคจะนึกถึงคุณภาพ หรือลักษณะของไข่เค็มที่มีฟองโต ไข่แดงใหญ่เป็นมันเยิ้ม โดยจะเป็นไข่เค็มที่ผลิตจากไข่เป็ดที่ได้จากเป็ดที่เลี้ยงในพื้นที่ อ.ไชยา และผลิตเป็นไข่เค็มด้วยกรรมวิธีพิเศษตามภูมิปัญญาของคนไชยา คือใช้ดินจอมปลวกใน อ.ไชยามาผสมกับเกลือป่นในอัตราส่วนพอเหมาะนำมาพอกไข่เป็ดสดที่เลี้ยงเอง
ไม่เฉพาะชมพู่เพชร หรือไข่เค็มไชยาเท่านั้นที่จะได้รับการคุ้มครอง ยังมีสินค้าที่ขึ้นทะเบียนจีไอ กับกรมทรัพย์สินทางปัญญารวมแล้วในปัจจุบัน 35 รายการ เป็นสินค้าไทย 29 รายการ และสินค้าต่างประเทศอีก 6 รายการ
ส่วนประโยชน์จากการขึ้นทะเบียนจีไอ กับกรมทรัพย์สินทางปัญญานั้น นางปัจฉิมา ธนสันติ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า สินค้าจีไอจะได้รับการคุ้มครองตาม พ.ร.บ.สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ โดยผู้ผลิตที่อยู่ในพื้นที่อื่นไม่สามารถผลิตสินค้าโดยใช้ชื่อจีไอ เดียวกันหรือซ้ำกันได้ ทั้งยังเป็นการช่วยดูแลรักษามาตรฐานของสินค้า โดยจีไอจะมีลักษณะเหมือนเครื่องหมายรับรองคุณภาพและแหล่งที่มาของสินค้า ซึ่งผู้ผลิตจะต้องมีส่วนอย่างมากในการช่วยกันรักษาคุณภาพหรือชื่อเสียงนั้นๆ ไว้ แต่หากทำไม่ได้ก็อาจถูกระงับการใช้จีไอได้เช่นกัน
นอกจากนี้ ยังเป็นการกระจายรายได้สู่ชนบทและส่งเสริมอุตสาหกรรมท้องถิ่น เป็นการนำชื่อเสียงที่มีการสั่งสมกันมามาใช้ประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ เช่น ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตร และสินค้าชุมชน เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า และความสามารถในการแข่งขันทั้งในระดับประเทศและระดับสากล รวมทั้งยังช่วยสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน และรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่นอีกด้วย
"ในแง่ของราคา สินค้าจีไอยังมีราคาสูงขึ้นอีกด้วย เช่น ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง หลังจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา และกรมการข้าว จัดให้ความรู้ในการควบคุมคุณภาพสินค้ากับเกษตรกรในท้องถิ่น เมื่อปี 2548 ทำให้ราคาข้าวเพิ่มสูงขึ้นจากกิโลกรัมละ 30 บาท เป็นกิโลกรัมละ 70-80 บาท ทั้งทำให้มีครัวเรือนปลูกข้าวสังข์หยดเพิ่มขึ้นจาก 100 ครัวเรือน เป็น 400 ครัวเรือน หรือสับปะรดภูแล ก่อนหน้าการขึ้นทะเบียน พบว่ามีราคาเพียงกิโลกรัมละ 5 บาทเท่านั้น แต่หลังจากนั้นราคาก็เพิ่มขึ้นเป็น 40-60 บาทขึ้นอยู่กับแต่ละฤดูกาล อีกทั้งราคาขายตามด่านชายแดน เช่น ด่านสะเดา ราคาสับปะรดภูแลสูงถึงกิโลกรัมละ 120 บาท และเมื่อข้างฝั่งไปทางมาเลเซียราคาก็เพิ่มสูงขึ้นอีก" นางปัจฉิมากล่าว
ด้านประโยชน์สำหรับผู้บริโภค ก็จะได้รับการคุ้มครองมิให้สับสน หลงผิดในแหล่งกำเนิดของสินค้าและคุณภาพของสินค้าที่ต้องการ อีกทั้งยังเป็นเครื่องมือหนึ่งในการรับประกันคุณภาพ และความอร่อย เพราะจะมีการตรวจสอบคุณภาพตามข้อกำหนด
เดินหน้าดันสินค้าไทย"โกอินเตอร์"
นางปัจฉิมากล่าวอีกว่า กรมยังมีแนวทางการส่งเสริมสินค้าจีไอ ซึ่งได้รับจัดสรรงบไทยเข้มแข็ง ผ่านโครงการเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ (ครีเอทีฟ อีโคโนมี) จัดการโปรโมท และอบรมให้แก่ชุมชนในการออกแบบแพ็กเกจให้มีความทันสมัย เพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าในทางหนึ่ง อีกทั้งในปีนี้จะนำสินค้าจีไอ เช่น มะขามหวานเพชรบูรณ์ ส้มโอนครชัยศรี ส้มโอขาวแตงกวาชัยนาท รวมทั้งข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ซึ่งขาดไม่ได้ที่จะต้องนำไปสาธิตการหุงข้างให้แก่ผู้เข้าชมงาน ในงาน "ฟู้ด เอ็กซ์โป" ที่ฮ่องกง ในช่วงเดือนสิงหาคมนี้ด้วย รวมทั้งที่ประเทศสิงคโปร์ เพื่อโปรโมทสินค้าจีไอของไทยให้เป็นที่รู้จักในต่างประเทศ
"ก่อนหน้านี้เราเคยนำสินค้าจีไอไปแสดงที่ญี่ปุ่น และเวียดนาม พบว่าสินค้าไทยเป็นที่ชื่นชมของคนในประเทศนั้นๆ มาก เช่น เวียดนาม สินค้าที่ได้รับความนิยมมากคือมะขามหวานเพชรบูรณ์ ทั้งมีลูกค้าตามมาเจรจาซื้อขายเพิ่มเติมด้วย"
อย่างไรก็ตาม การโปรโมทสินค้าจีไอนั้นเพิ่งจะเริ่มต้น ทำให้ยังไม่มีการวางเป้าหมายในเรื่องการดึงเม็ดเงินเข้าในประเทศ รายได้ที่เข้ามาจึงเป็นเพียงผลพลอยได้ แต่การนำออกไปโปรโมทในต่างประเทศนั้น จะเป็นการแสดงให้เห็นว่าสินค้าไทยนั้นมีดีไม่น้อยกว่าประเทศใดๆ เช่น ผ้าไหมไทย ที่มีการนำออกไปโชว์ในต่างประเทศด้วย ก็เพื่อให้เห็นว่าไทยก็มีสินค้าดีๆ ไม่แพ้กัน
นอกจากนี้ กรมยังได้ผลักดันการจดทะเบียน "ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้" ซึ่งขึ้นทะเบียนจีไอในประเทศแล้ว ไปจดทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ที่ประชาคมยุโรป (อียู) ด้วย และแม้จะมีการคัดค้านการขอจดทะเบียนจากภาคเอกชนของ 5 ประเทศ ได้แก่ อิตาลี เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร และเบลเยียม แต่ขณะนี้ก็อยู่ในขั้นตอนของการชี้แจงข้อคัดค้านดังกล่าว
"ของดีเรามีอยู่ ซึ่งจะเป็นตัวที่สามารถเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าได้ ดังนั้น กรมจึงพยายามที่จะผลักดันข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ไปจดจีไอในอียู แม้จะมีบางประเทศคัดค้าน แต่ก็อยู่ในระหว่างการชี้แจง โดยเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา คณะทูตของทั้ง 5 ประเทศในประเทศไทยได้เข้าพบ ทางเราก็ได้ชี้แจงในประเด็นข้อคัดค้านทั้งประเด็นการใช้ชื่อข้าวหอมมะลิ ที่ทางผู้ประกอบการเนเธอร์แลนด์กังวลว่าจะไม่สามารถใช้ชื่อข้าวหอมมะลิประกอบการค้าต่อไปได้อีก และประเด็นการบรรจุสินค้าข้าวในพื้นที่การผลิต ที่ผู้ประกอบการเกรงกว่าจะไม่สามารถนำเข้าข้าวหอมมะลิไปบรรจุหีบห่อในประเทศของตนได้ ซึ่งทางทูตของทั้ง 5 ประเทศ ยินดีจะให้ความช่วยเหลือไทยอย่างเต็มที่ต่อไป" นางปัจฉิมากล่าว
อย่างไรก็ตาม อียูได้มีหนังสือมายังกรม เมื่อวันที่ 14 มีนาคม ที่ผ่านมา ว่าฝ่ายไทยจะต้องไปชี้แจงกับ 5 ประเทศภายในเดือนกันยายนปีนี้ ซึ่งกรมก็จะเดินหน้าชี้แจงอย่างเต็มที่ โดยในวันที่ 22 เมษายนนี้ ผู้แทนจากกระทรวงเกษตรของประเทศเนเธอร์แลนด์ จะเดินทางมาเข้าพบกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาถึงประเด็นข้อคัดค้านดังกล่าว อีกทั้งกรมยังมีแผนจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมการข้าว กรมการค้าต่างประเทศ และสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ร่วมเดินทางไปยุโรปเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงให้ทั้ง 5 ประเทศในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้ด้วย
สินค้าที่ขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จีไอ) ในประเทศไทย มี 35 รายการ เป็นสินค้าไทย 29 รายการ ได้แก่ ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ข้าวหอมมะลิสุรินทร์ ข้าวฮางหอมทองสกลทวาปี หอยนางรมสุราษฎร์ธานี ไข่เค็มไชยา หมูย่างเมืองตรัง มะขามหวานเพชรบูรณ์ ส้มโอนครชัยศรี ส้มโอขาวแตงกวาชัยนาท สับปะรดศรีราชา สับปะรดนางแล สับปะรดภูแลเชียงราย กาแฟดอยตุง กาแฟดอยช้าง ไวน์ที่ราบสูงภูเรือ ผ้าตีนจกแม่แจ่ม ผ้าไหมยกดอกลำพูน ผ้าไหมแพรวากาฬสินธุ์ ข้าวเจ๊กเชยเสาไห้ ข้าวเหลืองปะทิวชุมพร ข้าวเหนียวเขาวงกาฬสินธุ์ ร่มบ่อสร้าง เครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียง ศิลาดลเชียงใหม่ สับปะรดภูเก็ต ชมพู่เพชร ผ้าไหมมัดหมี่ชนบท และเครื่องจักสานพนัสนิคม
ส่วนสินค้าต่างประเทศมี 6 รายการ ได้แก่ สุรา PISCO จากเปรู CHAMPANGE จากฝรั่งเศส COGNAC จากฝรั่งเศส ไวน์ BRUNELL DE MONTALCINO จากอิตาลี แฮม PROSCIUTTO DI PARMA จากอิตาลี และ SCOTCH WHISKY จากสกอตแลนด์



