
ปชป.จัดหนักสารพัดนโยบายวัดใจคนกรุง
หากจะวิเคราะห์ถึงสโลแกนหาเสียงของพรรคเก่าแก่ ลูกพระแม่ธรณีบีบมวยผม ที่ประกาศตัวไปแล้วเมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา เห็นได้ว่าที่ต้องการจะสื่อไปยังคนทั้งประเทศว่า 2 ปีกว่าของการเป็นรัฐบาล ประชาธิปัตย์ ได้ทำอะไรไปแล้วบ้าง และจะต่อยอดทำต่อหากได้รับความไว
เพราะ “หล่อใหญ่” ประกาศโหมดยุบสภาออกมาแล้วว่า เป็นช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ดังนั้น จะว่าไปแล้วตอนนี้จึงถือว่าเป็นช่วงโหมโรงของปี่กลองการเมือง แต่สำหรับ “นักการเมือง” แล้ว การช่วงชิงจังหวะสร้างความได้เปรียบให้มากที่สุดย่อมเกิดขึ้นทุกเวลา และแพ็กเกจหนึ่งที่ “ประชาธิปัตย์” คิดสะระตะแล้วว่าไม่ควรที่จะมองข้าม คือการกระชับพื้นที่ “พลังเงียบ” ในเขตกรุงเทพมหานครเมืองฟ้าอมร
ยิ่งในสภาพสังคมที่เต็มไปด้วยอารมณ์ “เบื่อการเมือง” จนมีผลโพลล์บางสำนักการันตีว่า การเลือกตั้งที่ใกล้จะเกิดขึ้นนี้ มี “พลังเงียบ” ที่ยังไม่พร้อมจะเทใจให้พรรคไหนเลย ถึงร้อยละ 32.7 เหตุนี้เองทำให้แต่ละพรรคการเมืองต้องทำการบ้านอย่างหนัก เข็นนโยบายเฉพาะหวังซื้อใจประชาชนให้คล้อยตาม
สำหรับประชาธิปัตย์นั้น อภิรักษ์ โกษะโยธิน ส.ส.กทม. หนึ่งในกุนซือยุทธศาสตร์พรรค และอดีตผู้ว่าฯ กทม. เผยนโยบายที่จะนำไปสู้ศึกเลือกตั้งว่า มีทั้งส่วนที่ “ต่อยอด” และส่วนที่คิดขึ้นใหม่ หากแต่ทั้งหมดล้วนอยู่ภายใต้สโลแกน “เดินหน้าต่อไป ด้วยนโยบายเพื่อประชาชน” พร้อมกับชู “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เป็นนายกรัฐมนตรีอีกหนึ่งสมัย
การต่อสู้กับกระแส “เบื่อม็อบ-เบื่อการเมือง” ของคนกรุง จะเน้นไปที่การแก้ปัญหาปากท้อง ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ปัญหาอาชญากรรม ปัญหายาเสพติด
ที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับคน กทม. คือปัญหาการจราจร เพราะเป็นเรื่องที่ตอบโจทย์คน กทม.ได้ยาก เนื่องจากที่ผ่านมาไม่มีรัฐบาลชุดใดสามารถแก้ปมนี้ได้
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าก่อนหน้านี้กระทรวงคมนาคม จะผุดโครงการการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียว ทั้งช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ และช่วงหมอชิต-สะพานใหม่ โครงการส่วนขยายต่อรถไฟฟ้าต่อยอดในสายสีเขียว ซึ่งปัจจุบันมีระยะทางจากอ่อนนุช-บางหว้า ก็จะเพิ่มเติมไปถึง จ.สมุทรปราการ ส่วนอีกด้านก็จะลากยาวจากหมอชิตไปถึงสะพานใหม่ พร้อมกับการเชื่อมโยงขนส่งมวลชนผ่านระบบ “บัตรใบเดียว”
แต่นั่นเป็นนโยบายของรัฐบาล โดยกระทรวงคมนาคม ซึ่งไม่ใช่นโยบายเฉพาะของพรรคประชาธิปัตย์
คนหาเช้ากินค่ำ มนุษย์เงินเดือน ราชการ หรือประกอบอาชีพต่างๆ ก็มีนโยบายเฉพาะกลุ่ม สำหรับอาชีพอิสระ อาทิ พ่อค้า แม่ค้า คนขับวินมอเตอร์ไซค์ คนขับรถแท็กซี่ ผู้ใช้แรงงาน ผู้ที่ทำงานตามบ้าน ทำงานกลางคืน จะมีนโยบายในเรื่องการเข้าถึงแหล่งทุน และให้มีหลักประกันสังคม ซึ่งเมื่อก่อนนี้ไม่มี โดยกลุ่มนี้มีทั่วประเทศ 24 ล้านคน ส่วนใหญ่มาจากต่างจังหวัดมาอยู่ในกรุงเทพฯ และพรรคเล็งเห็นว่าสามารถเข้าถึงหลักประกันสังคมได้
"ที่ขาดไม่ได้คือเรื่องความปลอดภัย อย่างเรื่องของวินมอเตอร์ไซค์ต้องมีการจัดการปัญหาเรื่องอิทธิพล วินเถื่อนให้ได้ คนกรุงเทพฯ บางกลุ่มต้องทำงานเลิกดึก สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอันตราย ดังนั้นการจัดทำไฟส่องสว่างให้ทั่วทุกพื้นที่ เช่นเดียวกับการตั้งกล้องวงจรปิดในพื้นที่ล่อแหลม"
การเลือกตั้งปี 2550 พรรคประชาธิปัตย์พยายามเข้าถึง “โหวตเตอร์มือใหม่” หรือผู้ที่เพิ่งมีอายุครบ 18 ปี ให้กาคนที่รัก-พรรคที่ชอบ ด้วยการนำผู้สมัครที่เป็นมือใหม่ถอดด้ามลงสมัคร ซึ่งก็ได้รับการตอบรับอย่างน่าพอใจ
เลือกตั้งปี 2554 พรรคเตรียมใช้มุกนี้อีกครั้ง ส่งคนรุ่นใหม่แกะกล่อง อย่าง แทนคุณ จิตต์อิสระ พิธีกรชื่อดัง จิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี ทายาทเบียร์สิงห์ ณัฐ บรรทัดฐาน ลูกชายบัญญัติ บรรทัดฐาน และ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ลูกชายภรรยานายสุเทพ เทือกสุบรรณ ขอคะแนนคนรุ่นใหม่
เลือกตั้งปีนี้ก็ถือเป็นครั้งแรก ที่ประชาธิปัตย์พยายามอัดฉีดแคมเปญผ่านทุกช่องทาง เพื่อเข้าถึงคนรุ่นใหม่และวัยทำงานผ่าน “โลกออนไลน์-โซเชียลมีเดีย” ทั้ง “เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ยูทูบ และเว็บไซต์” ทั้งภาพ-เสียง แทบทุกวัน ส.ส.และแกนนำของพรรคจะคอยทวิต-อัพเฟซบุ๊ก ชนิดนาทีต่อนาที เพื่อสร้างกระแสตรงนี้
"การเลือกตั้ง ส.ส.ในพื้นที่ กทม. แต่ละพรรคการเมืองต้องคำนึงถึงกลุ่มทุน ชาติตระกูลและดีกรีของวุฒิการศึกษา ซึ่งแตกต่างจาก ส.ส.พื้นที่อื่น ที่ผู้สมัครต้องเป็นคนทำงานเกาะติดในพื้นที่และคลุกวงในกับชาวบ้านอย่างแท้จริง"
อภิรักษ์ ย้ำว่า นโยบายเหล่านี้เตรียมจะเจาะทะลุการรับรู้ของประชาชน ผ่านสื่อทั้งสิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ บิลบอร์ด แผ่นพับ รวมไปถึงการเดินเคาะประตูบ้าน
โดยนโยบายชุดแรกที่เปิดออกมาแบ่งเป็น 3 กรอบใหญ่ ได้แก่ 1.นโยบายด้านครอบครัว อันได้แก่ ไฟฟ้าฟรีถาวร สำหรับผู้ใช้ไม่เกิน 90 หน่วยต่อเดือน จัดการปัญหายาเสพติดอย่างเด็ดขาด มอบเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) ทุกคนทุกเดือน โครงการบ้านมั่นคง ฯลฯ
ส่วน 2 คือนโยบายด้านเศรษฐกิจที่ต้องเดินหน้าต่อไป ซึ่งประกอบไปด้วย เพิ่มเงินกำไรอีกร้อย 25 จากโครงการประกันรายได้เกษตรกร (ชาวนา ชาวไร่ข้าวโพด ชาวไร่มันสำปะหลัง) ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำร้อยละ 25 ในเวลา 2 ปี ฯลฯ
อภิรักษ์ ชี้ว่า เรื่องเศรษฐกิจวิธีการก็คือ ต้องลดรายจ่ายครัวเรือน และเพิ่มเงินในกระเป๋าของประชาชนให้ได้
“อย่างนโยบายการขึ้นค่าแรง 25% จะคล้ายๆ กับการขึ้นเงินเดือน โดยจะขึ้นตามฐานค่าเฉลี่ยค่าแรงขั้นต่ำที่แรงงานได้รับกันอยู่ในแต่ละจังหวัด เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกันทั่วประเทศ นี่คือทางหนึ่งที่จะเพิ่มเงินในกระเป๋า”
นอกจากนี้ยังมีนโยบายด้านต่างประเทศ ที่จะต้องพัฒนาประเทศให้ไปสู่ระดับสากล
ส่วนคู่แข่งอย่างเพื่อไทยนั้น อภิรักษ์ มองว่า “นายใหญ่” ที่จะโฟนอินมาในวันที่ 23 เมษายน ประเด็นหลักคงหนีไม่พ้น นโยบาย “ประชาธิปไตย ความยุติธรรม” นั่นคือการใช้การเมืองนำประชาธิปไตย เพราะต้องการชี้ให้เห็นว่า “ประชาธิปัตย์” ประสบความล้มเหลวในการบริหารประเทศ
ศรุติ ศรุตา



