ข่าว

ยุทธศาสตร์เพิกเฉยและรอเวลาของคนเสื้อแดง

ยุทธศาสตร์เพิกเฉยและรอเวลาของคนเสื้อแดง

18 เม.ย. 2554

เห็นกันแล้วว่าฝ่ายเสื้อแดงที่กลับมาอีกครั้งในวาระครบรอบ 1 ปีของการเสียชีวิตขนานใหญ่ใน "เลือดหยดแรก" ที่สี่แยกคอกวัวมีทั้งปริมาณและวินัยมากขนาดไหน อุดมการณ์ที่แรงกล้า ชัดเจน แต่อดกลั้นรอคอย เป็นเรื่องยากที่จะสลายหรือทำให้พวกเขาเปลี่ยนใจ แต่ก็ยังมีทางที่จะ

 ที่จั่วหัวว่าเสื้อแดงกำลังใช้ยุทธศาสตร์เพิกเฉยและรอเวลานั้นออกจะหมิ่นเหม่ แต่ลองดูที่แกนนำพูดบนเวทีและคนข้างล่างขานรับก็จะพบว่านั่นคือสิ่งที่พวกเขาคิดและกำลังทำอยู่จริงๆ ในปี 2553 หากพูดถึงแนวคิดแตกต่างในหมู่เสื้อแดงกันเอง ก็อาจถกกันในประเด็นของความจงรักภักดีมากน้อย หรือความเป็นฮาร์ดคอร์มากน้อย แต่วันนี้เรื่องพวกนี้ไม่ต้องถก พวกเขารู้ในตัวตนดีหลังคืนแห่งความตายที่ราชดำเนิน เป็นอันหนึ่งอันเดียวในหลักการ โดยไม่ต้องถกกันแม้แต่เรื่องที่มีคนพยายามทำให้เป็นประเด็นของปี 2554 นั่นคือเป็นคอมมิวนิสต์หรือเปล่า (แทรกไว้ตรงนี้ว่านับเป็นการเคราะห์ดีที่ สุเทพและธิดาไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องนี้ทั้งคู่) 1 ปีที่ใช้ประเด็นผู้เสียชีวิตนำจิตวิทยามวลชนแทนที่โวหารของแกนนำ บวกด้วยวิชาการที่มีเหตุมีผลลึกซึ้งขึ้น ทำให้พลังมวลชนพวกเขาขยับก้าวขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง

 บางฝ่ายอาจเยาะว่า ถ้ารบกันอีกเสื้อแดงก็แพ้ทางยุทธการอีก ดังนั้นจึงอาจชักจูงให้เกิดเหตุการณ์แบบเมษายน-พฤษภาคมปีก่อน โดยหวังว่าการปราบจะนำไปสู่การถอนรากถอนโคนเสื้อแดงได้ แต่มันไม่ใช่ เพราะที่ย่ำแย่แน่ชัดระยะสั้นก็คือเศรษฐกิจชาติ ระยะยาวจะดิ่งจมถึงไหนก็ไม่รู้ ขณะที่เสื้อแดงก็จะยังอยู่และพร้อมปฏิเสธอำมาตย์ขนานใหญ่เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม บางฝ่ายที่รู้ดีจึงมองมวลชนเสื้อแดงอย่างวิตก เขารู้ว่าว่าเสื้อแดงอิ๊กนอร์เขาอย่างไม่มีเปลี่ยนใจ แม้ว่าจะมีปฏิบัติการข่าวสารเพื่อชิงมวลชนอย่างเข้มข้นเท่าไร เพียงแต่ช่วงนี้เสื้อแดงยึดการบรรลุวัตถุประสงค์ทางยุทธการก่อนทางยุทธศาสตร์ นั่นคือเอาชนะในการเลือกตั้งให้ได้ แต่ถ้าเกิดเอ็กซิเดนท์พ่ายแพ้หรือไม่มีเลือกตั้งขึ้นมา พวกเขาก็จะไม่ยอม

 ฝ่ายที่มีอำนาจบงการเฉดสีเหลืองนั้นคำนวณไพ่ทุกใบในมือตนแล้ว รู้ว่ายังมีจุดอ่อนทั้งนั้นจึงปล่อยให้เสื้อแดงชุมนุมอย่างสันติได้ ไม่เอะอะในนัยแปร่งที่แกนนำพูดบนเวที บางทีนั่นก็เพราะพวกเขาก็มีวัตถุประสงค์ลับที่เกี่ยวกับการรอเวลาเหมือนกัน ให้เสื้อแดงเดินหมากก่อนแล้วตนเองค่อยก้าวออกไป ไม่ใช่ตีตรงแต่โอบมาสมประโยชน์ของตนเอง ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง สังคมอาจปฏิรูปไปอย่างช้าๆ ฝ่ายที่ต้องการความเปลี่ยนแปลงก็จะได้สิ่งที่ตนต้องการในบั้นปลาย ฝ่ายที่อยากรั้งบริบทเดิมไว้ก็จะขยับขยายสวมรับการเปลี่ยนแปลงนั้นในฐานะหัวขบวนซะเองเมื่อเวลามาถึง เพียงแต่ว่าจุดจบที่แฮปปี้กันหลายฝ่ายอย่างนี้ก็ย่อมมีผู้สูญเสีย ไม่แฮปปี้ไปกับคนอื่นด้วย คำถามคือพวกนี้รู้ตัวไหมและจะแก้ไขสถานการณ์เฉพาะตนอย่างไร โลกาจะวินาศหรือไม่อยู่ที่ตรงนี้