ข่าว

พรปีใหม่ไทยอยากให้เสื้อแดงยุติชุมนุม

พรปีใหม่ไทยอยากให้เสื้อแดงยุติชุมนุม

16 เม.ย. 2552

น.ต.ประสงค์ เชื่อ "ทักษิณ" เคลื่อนไหวลำบากหลังถอนหนังสือเดินทาง แนะตำรวจจัดการทีมวางแผนที่ยังเหลืออยู่อีก 5-6 คน “ พัลลภ ” เชื่อ “ทักษิณ” อยู่รอดแม้ไม่มีพาสปอร์ต “สมเจตน์” อัด “ทักษิณ” เป็นศัตรูของชาติ จี้รัฐบาลเร่งเอาตัวมาลงโทษ ศาลพัทยาปล่อยตัวอริสมันต์

น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ อดีตสมาชิกสภานิติบัญญติแห่งชาติ หรือ สนช. ให้สัมภาษณ์เอเอสทีวี ถึงการถอนหนังสือเดินทาง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า จะทำให้การเคลื่อนไหวไม่คล่องตัว แม้จะใช้หนังสือเดินทางของประเทศอื่น ยิ่งถ้ากระทรวงต่างประเทศได้แจ้งถึงข้อหาต่างๆ ของ พ.ต.ท.ทักษิณให้ต่างประเทศได้รับทราบ รวมถึงการแจ้งตำรวจสากล ช่วยจับกุมตัว ก็จะทำให้การเคลื่อนไหวไม่สะดวกเหมือนเดิม และเห็นว่า หากนำตัวกลับมาประเทศได้ ก็น่าจะควบคุมสถานการณ์ได้ง่ายกว่าปล่อยให้เคลื่อนไหวอยู่ในต่างประเทศ

ทั้งนี้ เชื่อว่า หลังจากนี้ จะทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เคลื่อนไหวแบบปกปิดมากขึ้น ซึ่งต้องระมัดระวังให้มาก เพราะเครือข่ายของพ.ต.ท.ทักษิณ ยังมีอยู่ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือและอยากแนะนำให้กองทัพ ภาค 2 และ 3 เข้าควบคุมดูแลพื้นที่ รวมถึงหากจำเป็น ก็สามารถประกาศ พรก.ฉุกเฉิน เฉพาะพื้นที่ภาคเหนือได้

น.ต.ประสงค์ ยังกล่าวด้วยว่า ฝ่ายตำรวจและทหาร ควรจับกุมตัวทีมวางแผนงาน 5-6 คน ที่ยังตกค้างอยู่เพื่อไม่ให้ พ.ต.ท.ทักษิณเคลื่อนไหวไม่ได้อีกต่อไป  และควรดำเนินการถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณโดยเร็ว

"พัลลภ ”เชื่อ “ทักษิณ ”อยู่รอดแม้ไม่มีพาสปอร์ต
       
 พล.อ. พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) กล่าวว่า คิดว่ากลุ่มคนเสื้อแดงน่าจะฝ่อไป จากการสังเกตเห็นได้ว่า ระดับแกนนำไม่มีใครมาร่วม และจากการที่ตนโทรศัพท์พูดคุยกับ ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ถามว่าเขารู้เรื่องนี้หรือไม่ เขาบอกว่าแกนนำไม่ให้ ร.ต.อ. เฉลิม เข้ามายุ่งเลย รวมถึงแกนนำพรรคเพื่อไทยและอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 คน เขาก็ไม่ให้มายุ่ง ตนก็งงว่าทำอย่างนี้ได้อย่างไร ความจริงต้องมารวมกันทั้งหมด ทั้งนี้ ตนไม่ได้คุยกับ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเลย และคิดว่าการถอนพาสปอร์ตของ พ.ต.ท. ทักษิณ นั้น เขาคงไม่เดือดร้อนมีหลายประเทศรองรับเขาด้วยการให้ที่พักพิง

 เมื่อถามว่า แนวโน้มสถานการณ์ทางการเมืองเป็นอย่างไร พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า แนวโน้มอนาคตรัฐบาลคงเดินไปตามกฎหมาย ตามกระบวนการยุติธรรมให้ถูกต้องที่สุด ต้องไม่มี 2 มาตรฐานถึงจะอยู่ได้ แต่หากยังมี 2 มาตรฐานอยู่ก็ลำบาก เมื่อถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ว่ากลุ่มเสื้อแดงจะมาใช้ยุทธวิธีการต่อสู้ใต้ดิน พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า จากการติดตามการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงมีบุคคลจากกลุ่มหนึ่งที่เคยต่อสู้ในอดีตอยู่ ซึ่งไม่ทราบว่าเขาจะใช้แผนต่อสู้ใต้ดินนี้อย่างไร เพราะตนไม่ได้คุยกับใคร
 เมื่อถามถึงการปฏิบัติของทหารในการสลายการชุมนุม พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า ทหารทำได้ดี เป็นไปตามยุทธวิธีของเขา ซึ่งเรื่องการแยกฝูงชน เรามีการศึกษากันอยู่ ซึ่งสามารถแยกเป็นส่วนย่อย แยกย่อยให้ง่ายต่อการควบคุมและปราบปรามได้ ซึ่งกลุ่มผู้ชุมนุมเขาไม่รู้จึงแยกออกไปตามจุดต่างๆ จึงง่ายต่อการสลาย ซึ่งทหารรู้อยู่แล้วว่าการทำลายที่หมาย แต่ละขั้นตอนต้องแยกส่วนย่อยออกมา เป็นยุทธวิธีทางทหาร ข้อผิดพลาดอีกเรื่องของกลุ่มคนเสื้อแดง คือ ปิดแยกอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพราะปิดถนนแล้วคนเดือดร้อนทั้งการจราจร และโรงพยาบาล เขาพลาดตั้งแต่จุดนั้นไปสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน ทำงานแบบนี้ต้องดึงมวลชน แต่เขาไปผลักดันมวลชนออก
 
“สมเจตน์”อัด “ทักษิณ”เป็นศัตรูของชาติจี้รัฐบาลเร่งเอาตัวมาลงโทษ 

 พล.อ. สมเจตน์ บุญถนอม อดีตหัวหน้าสำนักงานเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) กล่าวว่า การเมืองไทยคงดำเนินการต่อไป แต่การบริหารงานของรัฐบาลคงยาก ก่อนหน้านี้มองว่ารัฐบาลต้องมุ่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจเพื่อให้ประชาชนอยู่ดีกินดี แต่ขณะนี้ปัญหาหนักอยู่ที่เรื่องการเมือง ตัวของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คือ ตัวปัญหาหลัก ตราบใดที่รัฐบาลแก้ปัญหา พ.ต.ท. ทักษิณ ไม่ได้ ก็ไม่มีทางแก้ปัญหาอื่นได้

 เมื่อถามว่า รัฐบาลต้องจริงจังในการดำเนินการกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อเอาผิด พล.อ.สมเจตน์ กล่าวว่า ใช่ต้องแก้ที่ตัวปัญหา คือ พ.ต.ท.ทักษิณ หากจำกัดพื้นที่ พ.ต.ท. ทักษิณ ไม่ได้ รัฐบาลก็ไม่มีเวลา ไม่มีสมองดูเรื่องอื่น รัฐบาลต้องแก้ที่ พ.ต.ท. ทักษิณ ทุกมิติทุกเรื่อง รวมทั้งบริวารของเขา ต้องนำมาดำเนินการตามกฎหมายให้เด็ดขาด ใช้กระบวนการยุติธรรมให้เกิดผลโดยเร็ว แต่ต้องไม่ไปแทรกแซง หากเขาถูกก็ต้องปล่อย แต่หากผิดต้องลงโทษโดยเร็ว

 “อย่างกรณีของ ส.ส.บางคนที่อ้างเอกสิทธิ์ของนักการเมืองคุ้มครอง ซึ่งเอกสิทธิ์ดังกล่าวมีไว้เพื่อคุ้มครอง ส.ส.ที่ทำความดี แต่ถูกกลั่นแกล้ง แต่ ส.ส.บางคนทำงายชาติกลับมาอ้างเอกสิทธิคุ้มครองของ ส.ส. ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นปัญหาหลักของรัฐบาล รวมทั้งบรรดาบริวารของเขา รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหา พ.ต.ท.ทักษิณ หากแก้ไม่ได้ก็หมดโอกาสแก้ปัญหาเรื่องอื่น เป็นเรื่องด่วนที่ต้องทำ ” พล.อ.สมเจตน์ กล่าว
 เมื่อถามว่า เหตุการณืที่เกิดขึ้น พ.ต.ท.ทักษิณ ตกเป็นจำเลยสังคมหรือไม่ พล.อ.สมเจตน์ กล่าวว่า พ.ต.ท. ทักษิณ คือ ศัตรูสำคัญของประเทศชาติ ไม่มีใครกล้าทำกับประเทศชาติขนาดนี้ เขาทำโดยไม่คิดว่าเขาคือคนไทย และครอบครัวเขาก็ไปเสวยสุขอยู่ในต่างประเทศ แต่ปล่อยให้ประชาชนคนไทยต้องมาบาดเจ็บล้มตาย ไม่เคยมีใครทำแบบนี้มาก่อน    

 นาย วิชาญ มีชัยนันท์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังการเดินทางไปเยี่ยมกลุ่มคนเสื้อแดงที่ได้รับบาดเจ็บจากการสลายการชุมนุมของรัฐบาลว่า คนเจ็บระบุว่าคนที่ใส่เสื้อขาวและเสื้อสีน้ำเงินแทงเขา ซึ่งประเด็นเหล่านี้สื่อมวลชนยังไม่เข้าไปดู ความจริงโรงพยาบาลต้องรับแจ้งความก่อน เมื่อรับคนเจ็บมาจะต้องแจ้งไปยังโรงพักว่า ขณะนี้ได้รับคนเจ็บมา แต่การกระทำครั้งนี้เมื่อประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน การดำเนินการเรื่องเหล่านี้ไม่ได้ทำเหมือนปกติ ซึ่งจะไปบอกว่าละเว้นก็ไม่ได้ เพราะเขาบอกว่าญาติพี่น้องจะต้องเป็นผู้แจ้ง แต่บางคนไม่มีญาติเพราะมาจากต่างจังหวัด

 “ กรณีแบบนี้ผมได้บอกไปกับทางโรงพยาบาลว่าต้องเป็นผู้แจ้ง ผมตรวจสอบที่โรงพยาบาลรามาธิบดีมีผู้บาดเจ็บ 9 คน ซึ่งบาดเจ็บด้วยกระสุนปืน ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตว่าวันสลายการชุมนุมห้ามพวกผมเข้าไปดู แต่สื่อมวลชนเข้าไปถ่ายภาพได้ ซึ่งมีคนเสื้อขาว เสื้อน้ำเงินถือไม้เข้าไป เขาเข้าไปได้อย่างไร ซึ่งพวกนี้เป็นพวกที่ไล่ตีคนเสื้อแดง ถามจากทหารและตำรวจว่าคนเหล่านี้เข้าไปได้อย่างไร ข้าวของคนมาชุมนุมหายหมด ส่วนวันที่สลายการชุมนุมที่ดินแดงตามภาพข่าวที่เสนอ ซึ่งเสื้อแดงถ่ายภาพเห็นคนเสื้อขาวทหารก็ไม่ใช่ แต่ถือปืนเอ็ม 16 ไล่ยิงชาวบ้าน บางคนใส่เสื้อสีน้ำเงินเป็นการแยกกันปฏิบัติงานหรือไม่ ” อดีต รมช.สาธารณสุข กล่าว  

ศาลพัทยาปล่อยตัวอริสมันต์แล้ว

มีรายงานข่าวแจ้งมาว่า ศาลจังหวัดพัทยาได้อนุมัติให้ประกันตัวนายอริสมันต์ หรือกี้ พงศ์เรืองรอง แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) และ พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ ผู้ต้องหาคดีในคดีนำกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงบุกโรงแรมรอยัล คลิฟ บีช รีสอร์ท พัทยา ซึ่งเป็นที่ประชุมอาเซียนบวก 3 และบวก 6 แล้ว

แห่ให้กำลัง3แกนนำนปช.ตะโกนด่าตำรวจ-ทหาร

เมื่อเวลา 10.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศบริเวณศาลอาญารัชดา ว่า ภายหลังพนักงานสอบสวนนำแกนนำนปช. 3 คน ฝากขออำนาจฝากขังศาลอาญา แล้วได้มีกลุ่มประชาชน มาคอยให้กำลังใจแกนนำทั้ง 3 คน จำนวนมากขึ้น โดยมีทั้งยืนและนั่งอยู่ที่หน้าบันได ศาลอาญา เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่ให้เข้าไปภายในอาคาร  ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงต้องมายืนเรียงแถวหน้ากระดานปิดกั้นทางเข้าอาคารของศาลอาญา ซึ่งกลุ่มชาวบ้านต่างส่งเสียงดังโห่ร้องตะโกนด่าเจ้าหน้าที่ตำรวจ และทหาร อยู่ตลอดเวลา จนทำให้เจ้าหน้าที่ของศาลอาญา มาขอร้องไม่ให้ส่งเสียงดัง พร้อมทั้นำป้ายมาวางไว้ทางประตูทางเข้า โดยมีข้อความสรุปว่า ข้อกำหนดศาลอาญา ห้ามผู้ใดประพฤติในทางที่ก่อความไม่สงบเรียบร้อย หรือก่อความรำคาญ หรือกระทำการอันเป็นลักษณะที่เป็นการส่งเสริมยั่วยุ่ สนับสนุนใดๆในการกระทำดังกล่าวในบริเวณศาล หากฝ่าฝืนถือว่ากระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาล  จึงทำให้ชาวบ้านที่มาให้กำลังใจต่างเงียบลงไม่กล้าตะโกนด่าเจ้าหน้าที่อีก

 ต่อมา นายอุดม โปร่งฟ้า และ นายคารม คนภาคกลาง ทนายความของผู้ต้องหาทั้ง 3 คน ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้ได้ยื่นคำร้องขอประกันตัวผู้ต้องหาทั้ง 3 คน โดยนำบัญชีเงินฝากคนละ 5 แสนบาท มาเป็นหลักทรัพย์ พร้อมทั้งยื่นคำร้องขอคัดค้านที่พนักงานสอบสวนไม่ให้ประกันตัว เนื่องจากผู้ต้องหาเดินทางเข้ามมอบตัวเอง ไม่มีพฤติการณ์หลบหนี ส่วนจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล

หญิงกลางคนป่วน!ถ่ายรูปกลุ่มให้กำลังใจนปช.

 เมื่อเวลา 11.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศบริเวณศาลอาญารัชดา ว่า ได้มีหญิงวัยกลางคนรูปร่างท้วม สวมเสื้อยืดสีเขียวขี้ม้า สวมกางเกงสามส่วนลายพรางทหาร และสวมหมวกสีเขียวขี้ม้า สวมแว่นตาดำ เดินเข้ามาในกลุ่มของชาวบ้านที่มาให้กำลังใจ 3 แกนนำนปช.บริเวณหน้าศาลอาญา โดยหญิงคนดังกล่าวได้หยิบกล้องถ่ายรูปมาถ่ายกลุ่มผู้มาให้กำลังใจ จนสร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่มคนดังกล่าว จึงได้หยิบกล้องถ่ายรูปมาถ่ายรูปหญิงคนดังกล่าวกลับคืน พร้อมทั้งมีการต่อว่าด่าทอกันไปมา จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ศาล ต้องนำตัวหญิงคนดังกล่าวออกจากบริเวณศาล โดยให้มายืนรอรถเมล์อยู่นอกรั้วศาลอาญา แต่ระหว่างนั้นกลุ่มคนที่มาให้กำลังใจแกนนำนปช. ก็ยังไม่พอใจเดินออกมาด่าทอหญิงคนดังกล่าวนอกศาล อีกครั้งเจ้าหน้าที่จึงรีบนำหญิงคนดังกล่าวขึ้นรถออกไปทันที

ตร.เชียงใหม่นำกำลังบุกค้นสถานีวิทยุเสื้อแดง

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 16 เม.ย.นายไพโรจน์ แสงภู่วงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พล.ต.ต.สมหมาย กองวิสัยสุข ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ ได้ร่วมประชุมที่ สภ.เมืองเชียงใหม่ ประมาณ 30 นาที จากนั้นได้นำกำลังตำรวจ สภ.เมืองเชียงใหม่และนปพ.ประมาณ 50 นาย เดินทางไปที่โรงแรมวโรรสแกรนด์พาเลซ ซึ่งเป็นของนายเพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล แกนนำเชียงใหม่ 51 นำหมายศาลจังหวัดเชียงใหม่ เข้าตรวจค้นสถานนีวิทยุชุมชนเอฟเอ็ม 92.5 เมกกะเฮิรตซ์  ตามความผิดมาตรา 116 เกี่ยวกับความมั่นคง การปลุกระดมคนสร้างความวุ่นวายในบ้านเมือง

 ทั้งนี้ ระหว่างการตรวจค้นยังมีการออกอากาศอยู่ เจ้าหน้าที่ได้นำหมายศาลแสดง และนำกำลังเข้าไป แต่ทางกลุ่มเสื้อแดงได้นำการ์ดเข้ามากันผู้สื่อข่าวไม่ให้ทำข่าว อย่างไรก็ตาม ในการเข้าตรวจค้นครั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ได้เชิญทางเจ้าหน้าที่สถานีตรวจสอบการใช้ความถี่วิทยุเชียงใหม่ มาร่วมในการตรวจสอบและเครื่องนำตรวจความถี่วิทยุหรือสเปกตัมอนาไลเซอร์มาตรวจสอบด้วย
 ขณะที่บริเวณหน้าโรงแรมวโรรสแกรนด์พาเลซ ได้กลุ่มเสื้อแดงประมาณ 50 คน แสดงความไม่พอใจ ตะโกนโห่ร้อง และด่าทอแสดงความไม่พอใจ รวมทั้งข่มขู่ผู้สื่อข่าว อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กลุ่มเสื้อแดงได้เริ่มทยอยมาร่วมตัวกันที่โรงแรมกันมากขึ้น ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตุว่า แกนนำกลุ่มอย่างนายเพชรวรรต หรือน.ส.กัญญาภัค มณีจักร หรือดีเจอ้อม  ไม่ได้อยู่ที่โรงแรมมีเพียงนายบัณฑิต เขื่อนแก้ว เป็นผู้ช่วยสถานี อยู่เพียงคนเดียว

พรปีใหม่ที่คนไทยอยากได้เสื้อแดงยุติชุมนุม

ดร.นพดล  กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลสำรวจ “เอแบคเรียลไทม์โพลล์ (ABAC Real-Time Survey)”  ที่เป็นการสำรวจจากครัวเรือนที่สุ่มตัวอย่างได้ทั่วประเทศตามหลักสถิติก่อน จากนั้นได้ติดตั้งโทรศัพท์ให้กับครัวเรือนที่เป็นตัวอย่างเพื่อทำการสัมภาษณ์ได้อย่างรวดเร็วฉับไวภายในระยะเวลาประมาณ 24 ชั่วโมง จากนั้นประมวลผลด้วยระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ โดยครั้งนี้ได้ทำการสำรวจเรื่อง พรปีใหม่ดั้งเดิมที่คนไทยอยากได้ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนใน 15 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร พะเยา เชียงราย เชียงใหม่ จันทบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี ชลบุรี เลย สกลนคร บุรีรัมย์ ขอนแก่น นครราชสีมา ตรัง และนครศรีธรรมราช จำนวนทั้งสิ้น 1,448 ครัวเรือน ในวันที่ 15 เมษายน 2552 พบว่า

 ประชาชนที่ถูกศึกษาส่วนใหญ่หรือร้อยละ 68.1 ติดตามข่าวการเล่นน้ำสงกรานต์ผ่านสื่อมวลชนอย่างใกล้ชิด ในขณะที่ร้อยละ 23.9 ติดตามบ้าง และร้อยละ 8.0 ไม่ได้ติดตามเลย

 เมื่อสอบถามถึงข่าวดีต้อนรับปีใหม่ที่รับทราบช่วงเทศกาลสงกรานต์เมื่อตอบได้มากกว่า 1 ข้อ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 83.7 ระบุข่าวดีคือ กลุ่มผู้ชุมนุม นปช. ยอมยุติการชุมนุม รองลงมาคือร้อยละ 80.2 ระบุข่าวดีคือรัฐบาลยึดมั่นในกฎหมายจนสามารถควบคุมสถานการณ์วุ่นวายทางการเมืองได้ ร้อยละ 64.5 ระบุคนไทยมีโอกาสเล่นน้ำสงกรานต์เหมือนทุกปีที่ผ่านมา   ร้อยละ 62.9 ระบุคนไทยยังประพฤติปฏิบัติตามประเพณีปีใหม่แบบดั้งเดิม ร้อยละ 50.0 ระบุการจัดโซนนิ่งการเล่นน้ำสงกรานต์ ร้อยละ 43.5 ระบุรัฐบาลประกาศวันหยุดราชการเพิ่ม และร้อยละ 14.4 ระบุอื่นๆ เช่น คนไทยมีความสุข สินค้าไทยในตลาดโลก และข่าวประเพณีท้องถิ่นในประเทศเพื่อนบ้าน

 อย่างไรก็ตาม ข่าวร้ายที่รับทราบช่วงเทศกาลสงกรานต์ในหมู่ประชาชนเมื่อตอบได้มากกว่า 1 ข้อ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 89.2 ระบุข่าวการก่อจลาจลของกลุ่มคนเสื้อแดง ร้อยละ 81.8 ระบุภาพลักษณ์ประเทศไทยเสื่อมเสียในสายตาต่างชาติ จากการจลาจลและโจมตีกันของนักการเมืองไทย ร้อยละ 71.5 ระบุข่าวเศรษฐกิจแย่ ร้อยละ 62.7ระบุข่าวตัวเลขคนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุช่วงสงกรานต์ ร้อยละ 59.6 ระบุข่าว 2 ชาวบ้านเสียชีวิตจากเหตุก่อความวุ่นวาย   ร้อยละ 52.4 ระบุข่าวปัญหาความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนใต้ ร้อยละ 44.8 ระบุข่าวการทะเลาะวิวาทของกลุ่มวัยรุ่น และร้อยละ 39.0 ระบุข่าวฆาตกรรม ตามลำดับ

 ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 85.4 ระบุข่าวสารข้อมูลที่อยากเห็น อยากติดตาม คือ ข่าวคนไทยรักสามัคคีกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน รองลงมาคือ ร้อยละ 76.6 ระบุข่าวมาตรการแก้ปัญหาเศรษฐกิจโดยรัฐบาล ร้อยละ 74.2 ระบุข่าวบันเทิง รายการตลกคลายเครียด ร้อยละ 65.9 ระบุแนวทางช่วยเหลือประชาชนของรัฐบาล ร้อยละ 58.2 ระบุข้อมูลการใช้ชีวิตพอเพียง ร้อยละ 57.7 ระบุข่าวประเพณีวัฒนธรรมไทย และร้อยละ 49.1 ระบุข้อมูลการจัดหางาน ตามลำดับ
ที่น่าสนใจคือ พรปีใหม่แบบดั้งเดิมที่ประชาชนอยากได้ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 95.7 ระบุขอมีความสุขความเจริญ ร้อยละ 92.8 ระบุอยากให้คนไทยรักกัน เลิกแบ่งสี แบ่งขั้ว มีความรัก ความเมตตาปราณี ร้อยละ 90.4 อยากอยู่อย่างปกติสุข ร้อยละ 83.9 ระบุขอประสบความสำเร็จ สมหวัง และร้อยละ 83.3 ขอมีสุขภาพกาย สุขภาพใจ ตามลำดับ

 นอกจากนี้ ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 84.9 ระบุข้อเสนอทางออกในการแก้ปัญหาประเทศไทย คือ ทุกฝ่ายหยุดเคลื่อนไหวตอบโต้โจมตีกัน เร่งช่วยกันแก้ปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมไปพร้อมกัน ร้อยละ 83.8 ระบุเร่งแก้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตาต่างชาติ และจัดประชุมอาเซียนใหม่ ร้อยละ 81.5 ระบุเร่งแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรมในสังคมอย่างจริงจังต่อเนื่อง ร้อยละ 76.2 ระบุรณรงค์สร้างบรรยากาศความสงบสุขในชุมชนและประเทศโดยรวม และร้อยละ 72.0 ระบุให้หยุดทำเพื่อประโยชน์ตนเองและพวกพ้อง ตามลำดับ