ข่าว

"ภาวนาอากงคุ้มครอง"คำอธิษฐานพญ.

"ภาวนาอากงคุ้มครอง"คำอธิษฐานพญ.

17 เม.ย. 2554

หลังจากนั้นก็ได้ยินเสียงปืนดังสนั่น รู้สึกเจ็บทั่วร่างโดยเฉพาะทางซีกซ้าย ตอนนี้หมอได้ช่วยผ่าตัดเอากระสุนออกให้แล้วส่วนหนึ่ง แต่อีก 5-6 นัดยังฝังอยู่ในตัว

พญ.พิภัทรา สายโลหิต อายุ 28 ปี แพทย์ประจำโรงพยาบาลค่ายสุรนารี คงไม่คาดคิดมาก่อนว่าเหตุการณ์ครั้งรุนแรงที่สุดในชีวิตจะเกิดขึ้นกับเธอในช่วงวันเทศกาลสงกรานต์ใจกลางเมืองหลวง เมื่อถูก นายธาดา อินทมาศ วัย 37 ปี จาก จ.นครศรีธรรมราช จับเป็นตัวประกัน

 นาทีชีวิตเริ่มขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจตัดสินใจทำวิสามัญฆาตกรรม คนร้ายรายนี้ และเธอต้องได้รับบาดเจ็บไปด้วย

 พญ.พิภัทรา ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์แก่ "คม ชัด ลึก" ขณะนอนรักษาตัวอยู่ภายในห้องไอซียู โรงพยาบาลราชวิถี หลังจากแพทย์ทำการรักษาจนพ้นขีดอันตราย ด้วยน้ำเสียงที่ยังอ่อนล้าถึงนาทีชีวิตช่วงตกเป็นตัวประกันว่า ยังหวาดกลัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างมาก ขณะเกิดเหตุแม้จะเป็นเวลาไม่กี่นาทีแต่ก็คงต้องจดจำไปจนวันตาย

 เธอเล่าว่า ขณะคนร้ายบุกเข้ามาในรถได้ใช้ปืนจี้ที่ศีรษะ ซึ่งพยายามร้องขอชีวิตแต่ถูกคนร้ายจับล็อกคอ และผลักให้ไปนั่งเบาะข้างคนขับแทนที่แม่ (นางลักขณา สายโลหิต) ซึ่งหนีลงจากรถไปได้ ส่วนคนร้ายได้ขึ้นมานั่งแล้วขับรถออกจากแยกศรีอยุธยาอย่างรวดเร็ว ตลอดเส้นทางที่คนร้ายขับรถผ่านได้เฉี่ยวชนรถคันอื่นไปตลอดทาง

 “ตอนนั้นคิดว่าคงไม่รอดแล้ว ได้แต่ภาวนาให้อากงคุ้มครองปลอดภัยเพราะอยากอยู่กับแม่ไปนานๆ แต่จู่ๆ รถก็ดับ จึงก้มหัวลงแนบไปกับเบาะนั่งด้านข้างคนขับ หลังจากนั้นก็ได้ยินเสียงปืนดังสนั่น รู้สึกเจ็บไปทั่วร่างโดยเฉพาะทางซีกซ้าย ตอนนี้หมอได้ช่วยผ่าตัดเอากระสุนออกให้แล้วส่วนหนึ่ง แต่อีก 5-6 นัด ยังฝังอยู่ในตัว” พญ.พิภัทรา เล่านาทีชีวิต

 ด้วยเหยื่อของชายผู้คลุ้มคลั่ง ยังมีสภาพร่างกายและจิตใจบอบช้ำกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงขอให้มารดาช่วยเล่าถึงเหตุการณ์ในวันนั้นต่อ...

 นางลักขณา บอกว่า ครอบครัวมีกันอยู่แค่สองแม่ลูก เพราะสามีเสียชีวิตไปนานแล้ว ที่ผ่านมาต้องทำงานส่งเสียบุตรสาวเพียงลำพัง จนเรียนจบคณะแพทยศาสตร์จากมหาวิทยาลัยรังสิต และไปทำงานที่โรงพยาบาลค่ายสุรนารี

 “ลูกสาวหยุดช่วงสงกรานต์จึงกลับมาบ้านแล้วชวนกันออกไปทำบุญที่วัดสุคันธารามซึ่งอยู่ใกล้บ้าน เสร็จแล้วลูกสาวจะไปทำผมที่สยามสแควร์เพื่อเตรียมตัวกลับไปทำงานในวันจันทร์ พอขับรถมาถึงแยกศรีอยุธยา ก็มีรถแท็กซี่ขับมาชน เห็นคนขับศีรษะห้อยออกมานอกตัวรถ ลูกสาวหันมาบอกว่าเขากำลังจะตายต้องลงไปช่วย ฉันห้ามไว้เพราะไม่รู้ว่าข้างนอกเกิดเหตุอะไร แต่ลูกสาวก็ปลดล็อกประตูจะลงไปดูคนขับรถแท็กซี่และบอกให้ฉันลงจากรถเพื่อจะได้ดูความเสียหายและเรียกประกัน” นางลักขณา เล่านาทีก่อนที่ลูกสาวจะตกเป็นตัวประกัน

 เธอ เล่าอีกว่า ระหว่างที่ลูกสาวกำลังก้มหยิบเอกสารในคอนโซลหน้ารถ คนร้ายก็เดินเข้ามาเปิดประตูด้านข้างคนขับแล้วใช้ปืนจี้ ไล่ให้ลูกสาวและตนเองลงจากรถ จังหวะที่กำลังจะลง ลูกสาวได้ยกมือไหว้คนร้ายขอร้องอย่าทำร้าย คนร้ายกลับล็อกคอลูกสาว ส่วนตัวเธอได้แต่ตกใจทำอะไรไม่ถูกจึงกระโดดลงจากรถเดินอ้อมไปหาตำรวจในเครื่องแบบที่ยืนอยู่ในบริเวณนั้น

 “ฉันพยายามบอกตำรวจว่าบุตรสาวถูกจับอยู่ในรถ ตำรวจมีทีท่ารับฟัง แต่สนใจคนขับรถแท็กซี่ที่เสียชีวิต ฉันจึงเดินไปหาตำรวจที่ศูนย์วิทยุผ่านฟ้า ตำรวจคนหนึ่งเอาน้ำมาให้ดื่มและถามว่าเกิดอะไรขึ้น เขาก็พยายามวิทยุแจ้งเหตุ ไม่นานนักก็บอกกับฉันว่ามีการยิงกันที่อนุสาวรีย์ฯ คนร้ายตายแล้ว ฉันก็ถามว่าลูกสาวเป็นอะไรบ้าง ตำรวจบอกว่าไม่รู้และบอกให้ฉันซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของเขาไปดูที่เกิดเหตุ ฉันหัวใจแทบสลายเมื่อเห็นร่างลูกสาวโชกไปด้วยเลือด ได้แต่บอกให้เขาทำใจดีๆ อย่าทิ้งแม่ให้อยู่คนเดียวอยู่กับแม่ไปนานๆ” มารดาของ พญ.พิภัทรา ยังบอกอีกว่า ตอนนั้นเห็นบุตรสาวน้ำตาคลอเบ้า และยังฝากให้เพื่อนช่วยดูแลแม่ อย่าให้เครียด พาแม่ไปเที่ยวด้วย

 นี่คือนาทีชีวิตจากปากคำของสองแม่ลูกเหยื่ออาชญากรรมสะท้านกรุง !!!!