
แพทย์หญิงเหยื่อหนุ่มคลั่งพ้นขีดอันตราย
ตั้ง "อำนวย" ลุยสางข้อเท็จจริงวิฯ หนุ่มเมืองคอนกระสุนพลาดโดน พญ.สาหัส คาดยื้อเยื้อถึง 30 วัน เหตุรอชันสูตรศพคนร้าย โฆษก สตช.เผยกระสุนไอ้คลั่ง-ตร.เจาะร่างหมอ ยันผลตรวจเลือดคนร้ายเจอสารประกอบยาบ้า ชี้ทำให้หลอนก่อนก่อเหตุอุกอาจ ขณะที่พญ.พิภัทราพ้นขีดอันตราย
ผลพวงจากการวิสามัญฆาตกรรมนายธาดา อินทมาศ อายุ 37 ปี ชาว อ.นบพิตำ จ.นครศรีธรรมราช มือสังหาร ด.ต.ลิขสิทธิ์ พิลาศรี ผู้บังคับหมู่งานจราจร สน.ดุสิต และนายอำนาจ พวงสูงเนิน แท็กซี่พลเมืองดี กระทั่ง พญ.พิภัทรา สายโลหิต อายุ 28 ปี แพทย์ประจำโรงพยาบาลค่ายสุรนารี ซึ่งคนร้ายจับเป็นตัวประกัน โดนลูกหลงได้รับบาดเจ็บสาหัส ต่อมา พล.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ยอมรับว่าตำรวจชุดปฏิบัติการอาจเกิดความผิดพลาด และสั่งตั้งกรรมการตรวจสอบนั้น
เมื่อวันที่ 16 เมษายน พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) ในฐานะผู้รับผิดชอบควบคุมดูแลคดีคนร้ายก่อเหตุสะเทือนขวัญกลางกรุง จนทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายราย เมื่อวันที่ 14 เมษายน ที่ผ่านมา กล่าวว่า ขณะนี้ผลการชันสูตรศพนายธาดา ผู้ก่อเหตุยังไม่แล้วเสร็จ คาดว่าจะต้องใช้เวลาประมาณ 30 วัน จึงจะสามารถสรุปสาเหตุได้ทั้งหมด
"เบื้องต้นเราทราบเพียงว่า มีสารเสพติดในร่างกายเท่านั้น อย่างไรก็ตามในส่วนของการสืบสวนทางคดี ขณะนี้มีความคืบหน้าไปมาก ถึงแม้ว่าจะผ่านไปเพียงแค่ 2 วัน ทั้งนี้คงต้องให้เวลาพนักงานสอบสวนสรุปสำนวน ซึ่งจะมีอัยการร่วมสอบด้วย เนื่องจากคดีดังกล่าวเกิดขึ้นในหลายท้องที่ และประชาชนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะการก่อเหตุอุกอาจโหดเหี้ยม หากผลการชันสูตรแล้วเสร็จ จะนำมาประกอบกับสำนวนทางคดีก่อนส่งให้ศาลพิจารณาต่อไป" พล.ต.ต.อำนวยกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนของอาการ พญ.พิภัทรา พ้นขีดอันตรายแล้ว แต่แพทย์งดเข้าเยี่ยมและงดให้สัมภาษณ์ ขณะเดียวกันคณะแพทย์เตรียมจะย้าย พญ.พิภัทรา ออกจากห้องไอซียูมาพักฟื้นที่ห้องผู้ป่วยพิเศษต่อไป
พล.ต.ต.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กล่าวถึงการตั้งพนักงานสอบสวนตรวจสอบการวิสามัญฆาตกรรมนายธาดาทั้งที่ยังมีตัวประกันอยู่ในรถยนต์ว่า ต้องให้เวลา พล.ต.ต.อำนวย ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนเรื่องนี้ ส่วนที่นางลักขณา สายโลหิต มารดาของ พญ.พิภัทรา ไม่ติดใจกับการทำงานของตำรวจในการเข้าช่วยเหลือนั้น ถึงแม้ญาติหรือตัวผู้ที่ได้บาดเจ็บจะไม่ติดใจเอาความกับการทำงานของตำรวจ แต่คดีดังกล่าวถือเป็นคดีอาญาที่ตำรวจวิสามัญฆาตกรรมคนร้าย ประกอบกับคดีนี้คนร้ายได้ก่อเหตุในหลายพื้นที่และก่อเหตุอย่างอุกอาจ โดยมีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก ดังนั้นจึงต้องดำเนินการสอบสวนการทำงานของตำรวจต่อไป ถือเป็นคนละกรณีกับที่ญาติของตัวประกันที่ได้รับบาดเจ็บไม่ติดใจเอาความ
ส่วนที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าการวิสามัญฆาตกรรมคนร้ายของตำรวจไม่คำนึงถึงตัวประกันที่อยู่ภายในรถยนต์นั้น พล.ต.ต.ประวุฒิกล่าวว่า เรื่องนี้คงต้องรอการสอบสวนของพนักงานสอบสวนที่ตั้งขึ้นมาพิจารณาว่าการกระทำดังกล่าวเกินกว่าเหตุหรือไม่
"หากดูจากการเข้าปฏิบัติการของตำรวจในครั้งนี้ จะเห็นได้ว่าตำรวจจะมุ่งเน้นใช้อาวุธปืนยิงเข้าใส่ที่ยางรถยนต์ของคนร้าย มากกว่าที่จะยิงเข้าใส่คนร้ายที่อยู่รถยนต์ แต่ยอมรับว่า พญ.พิภัทราได้รับบาดเจ็บจากการถูกยิง 4 นัด อาจจะมีทั้งกระสุนปืนของคนร้ายที่จับเป็นตัวประกัน และของตำรวจที่เข้าช่วยเหลือ ส่วนการชันสูตรศพของคนร้ายเบื้องต้นพบสารแอมเฟตามีนซึ่งเป็นสารประกอบของยาบ้าอยู่ในร่างกาย ดังนั้นเชื่อได้ว่าการก่อเหตุของคนร้ายครั้งนี้ อาจจะเกิดจากอาการคลุ้มคลั่ง หรือจิตหลอนจากการเสพยาเสพติด" พล.ต.ต.ประวุฒิกล่าว
โฆษก สตช.กล่าวอีกว่า หลังจากนี้ สตช.อาจจะพิจารณาและทบทวนเพื่อปรับปรุงหรือแก้ไขแผนและมาตรการเข้าช่วยเหลือตัวประกัน เพื่อให้การทำงานของตำรวจมีประสิทธิภาพและลดความผิดพลาดในการปฏิบัติงาน อีกทั้งการที่คนร้ายก่อเหตุในพื้นที่ สภ.บางกรวย และหลบหนีเข้ามาในพื้นที่กรุงเทพฯ ตำรวจที่ปฏิบัติใน 2 พื้นที่ใช้คลื่นความถี่วิทยุคนละช่องสัญญาณ ทำให้ตำรวจที่ปฏิบัติงานอาจไม่ทราบข้อมูลในเบื้องต้นของคนร้ายเท่าที่ควร
"อีกทั้งการเข้าช่วยเหลือตัวประกันในครั้งนี้ ต้องยอมรับว่ามีตำรวจบางนายไม่ทราบว่า ภายในรถยนต์ที่คนร้ายใช้หลบหนีมีตัวประกันถูกจับกุมอยู่ด้วย เรื่องนี้คงต้องหามาตรการแก้ไขต่อไป เพื่อจะได้ไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นมาอีก" พล.ต.ต.ประวุฒิกล่าว
พญ.วารุณี จินารัตน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี กล่าวถึงอาการบาดเจ็บของ พญ.พิภัทราว่าอาการโดยรวมดีขึ้น สามารถพูดคุยได้ตามปกติ จึงได้นำ พญ.พิภัทราออกจากห้องไอซียูไปพักรักษาตัวในห้องผู้ป่วยปกติ ส่วนกระสุนที่เหลือ 3 นัด ที่บริเวณแขนซ้ายและหลังด้านซ้ายนั้นยังไม่ได้ผ่าตัดเอากระสุนออก เนื่องจากเอกซเรย์แล้วกระสุนฝังอยู่ในกล้ามเนื้อลึกมาก หากผ่าตัดจะก่อให้เกิดผลข้างเคียงต่อกล้ามเนื้อและเส้นประสาทได้ จึงต้องรอดูอาการเป็นระยะเพื่อประเมินว่าควรจะผ่าตัดหรือไม่ หากพบว่าในจุดใดกระสุนดันตัวขึ้นมาแล้วพอที่จะผ่าตัดได้โดยไม่มีผลข้างเคียงก็จะผ่าตัดเอากระสุนออก แต่ต้องรอดูอาการระยะหนึ่งก่อน อีกทั้ง พญ.พิภัทรา กรณีสามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้ตามปกติ



