
ญี่ปุ่นทิ้งแร่ซีโอไลท์ลงทะเลดูดสารรังสี
คนงานโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ญี่ปุ่นปล่อยแร่ซีโอไลท์ลงทะเล หวังช่วยดูดซับสารกัมมันตรังสี หน่วยงานด้านการท่องเที่ยวของสหประชาชาติ ยืนยันไม่มีความจำเป็นที่จะต้องหลีกเลี่ยงการเดินทางไปญี่ปุ่น
(16เมษายน) สำนักข่าวจีจิ เพรส รายงานช่วงเช้าวันนี้ว่า คนงานโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ยังคงพยายามลดปริมาณน้ำปนเปื้อนสารกัมมันตรังสี และมีการปล่อยแร่ซีโอไลท์ ซึ่งเป็นแร่ภูเขาไฟปริมาณ 300 กิโลกรัม ลงในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งเจ้าหน้าที่หวังว่า จะช่วยดูดซับสารกัมมันตรังสีจากน้ำปนเปื้อนจากเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ตัวที่ 1 ที่ได้มีการปล่อยลงสู่ทะเลก่อนหน้านี้ และคาดว่าจะปล่อยแร่ดังกล่าวลงสู่ทะเลเพิ่มเติมในช่วงสุดสัปดาห์นี้
หากแร่ซีโอไลท์ สามารถช่วยดูดซับสารกัมมันตรังสี จากน้ำปนเปื้อนได้ผลจริง ก็อาจนำแร่ดังกล่าวมาใช้ภายในตัวอาคารเตาปฏิกรณ์ที่ได้รับความเสียหาย ซึ่งขณะนี้ มีน้ำปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีระดับสูงที่ท่วมขังอยู่บริเวณชั้นล่างของอาคารกังหันของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ปริมาณหลายหมื่นตัน ซึ่งน้ำท่วมขังเหล่านี้เป็นอุปสรรคต่อการทำงานของคนงาน ที่พยายามกู้ระบบระบายความร้อนของเตาปฏิกรณ์ให้กลับมาทำงานอีกครั้ง
องค์การท่องเที่ยวยูเอ็นยันไปเที่ยวญี่ปุ่นปลอดภัย
วิกฤตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ที่จังหวัดฟูกูชิม่ะ ทำให้รัฐบาลหลายประเทศเตือนพลเมืองของตนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปญี่ปุ่นหากไม่จำเป็น แต่องค์การการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็น-ดับบลิวทีโอ บอกว่า ระดับของสารกัมมันตรังสีที่วัดได้ที่สนามบินหลายแห่งของญี่ปุ่น และท่าเรือ ยังอยู่ในระดับที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ และจากการติดตามผู้โดยสาร พนักงานสายการบินที่เดินทางมาจากญี่ปุ่น และสินค้าที่ขนส่งทางเรือจากญี่ปุ่นไปหลายๆ ประเทศ ก็ยังไม่พบความเสี่ยงใดๆ ต่อสุขภาพ และยืนยันว่าสถานการณ์ในขณะนี้ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องหลีกเลี่ยงการเดินทางไปญี่ปุ่น
หน่วยงานการท่องเที่ยวแห่งชาติญี่ปุ่นรายงานว่า ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีชาวต่างชาติเพียง 3 แสน 5 หมื่น 2 พันคน ที่เดินทางไปญี่ปุ่น น้อยกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 50.3 เปอร์เซ็นต์ และเป็นการร่วงลงมากที่สุดตั้งแต่มีการบันทึกสถิติ
ในขณะที่กระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุบนหน้าเวบไซต์ว่า ระดับสารกัมมันตรังสี ในพื้นที่เกินกว่ารัศมี 80 กิโลเมตรนอกโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ฟูกูชิม่ะ ไดอิจิ ไม่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพแต่อย่างใด
ส่วนบริษัทเทปโก้ เจ้าของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิม่ะ ไดอิจิ วางแผนจะผลิตกระแสไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการในเดือนกรกฎาคม และสิงหาคม ซึ่งเป็นช่วงฤดูร้อน ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้ามากที่สุดของปี จากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่ใช้ดีเซล หรือ ก๊าซธรรมชาติจำนวนกว่าร้อยตัว ในจังหวัดชิบะ แต่ก็คาดว่ากระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้ จะไม่เพียงพออยู่ดี ในวันที่อากาศร้อนที่สุดช่วงปลายเดือนสิงหาคม โดยความเสียหายที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิม่ะหมายเลข 1 ทำให้บริษัทเทปโก้สูญเสียกำลังการผลิตไปถึง 40 เปอร์เซ็นต์
แหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยชื่อบอกว่า บริษัทเทปโก้ คาดว่าจะสามารถควบคุมสถานการณ์วิกฤตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้ภายในเดือนมิถุนายน



