
รัฐดันประกันภัยพืชผลเกิดปีนี้หวังผลซื้อใจชาวนา24ล้านคน
นับถอยหลังใกล้วันยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ดูเหมือนรัฐบาลจะเร่งผลักดันกฎหมายที่คั่งค้างในสภาออกมาได้มากที่สุด รวมถึงเร่งดำเนินนโยบายที่อาจเป็นประโยชน์ต่อคะแนนเสียงเพื่อให้ได้กลับมาบริหารบ้านเมืองต่อเนื่องอีกสมัย โดยเฉพาะการซื้อใจกลุ่มรากหญ้า ซึ่งเป็นฐานเสียงกล
ดังนั้น นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จึงออกโรงสนับสนุนอย่างมากสำหรับโครงการประกันภัยพืชผล โดยมอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ร่วมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ให้หาข้อสรุปและนำมาใช้ได้ทันในฤดูกาลผลิตข้าวนาปีในปีนี้ หรือประมาณเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนนี้ ซึ่งประจวบเหมาะกับช่วงเวลาที่นายกฯประกาศไว้ว่าจะยุบสภาพอดี โดยที่ผ่านมาคณะทำงานมีการประชุมร่วมกันแล้วหลายครั้ง รวมถึงการดึงสมาคมประกันวินาศภัยเข้ามาร่วมดำเนินโครงการด้วย
ส่วนหนึ่งที่รัฐบาลต้องการให้นำระบบประกันภัยพืชผลจากภัยธรรมชาติมาใช้ก็ เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบให้เกษตรกรจากปัญหาภัยธรรมชาติทั้งภัยแล้ง น้ำท่วม และโรคระบาด ซึ่งที่ผ่านมาแม้จะได้รับเงินชดเชยจากภาครัฐอยู่แล้วก็เป็นเงินเพียง 606 บาทต่อไร่ ไม่เพียงพอกับภาระหนี้สินที่เกษตรกรมีอยู่กับสถาบันการเงิน ประกอบกับนับวันความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติดูเหมือนจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ
ดันใช้ประกันภัยพืชผลกลางปี
นายกรณ์ยืนยันว่า รัฐบาลตั้งใจที่จะดำเนินการนโยบายการประกันภัยพืชผลเกษตรให้ทันในฤดูกาลผลิตข้าวนาปี ประมาณเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนนี้ เพราะมองว่าเป็นมาตรการที่จะป้องกันความเสี่ยงให้แก่เกษตรกรได้เพิ่มเติม นอกเหนือจากเงินที่รัฐบาลจ่ายเงินชดเชยความเสียหายจากภัยพิบัติที่ 606 บาทต่อไร่ เพราะเงินชดเชยที่เกษตรกรจะได้รับอยู่ที่ 2,000 บาทต่อไร่ ถือเป็นตัวเลขที่เหมาะสมและเพียงพอกับต้นทุนการผลิตที่ได้ลงทุนไปก่อนหน้านี้
“กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างเจรจาตกลงกับสมาคมประกันวินาศภัยเรื่องเบี้ยประกัน ซึ่งยังสรุปไม่ลงตัว เนื่องจากช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาเกิดภัยธรรมชาติบ่อยครั้งและรุนแรง ก่อให้เกิดความเสียหายจำนวนมาก จึงต้องคิดอย่างละเอียด รวมถึงส่วนแบ่งเบี้ยประกันว่าใครต้องรับภาระเท่าใด ระหว่างรัฐบาล ธ.ก.ส.และตัวเกษตรกรเอง โดยรัฐตั้งใจจะช่วยแบ่งเบาภาระให้เกษตรกรอยู่แล้ว”
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ หากมีการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งกำลังใกล้เข้ามาอาจทำให้การดำเนินโครงการมีความยากลำบากขึ้น รวมถึงขาดความต่อเนื่องในช่วงที่เป็นสุญญากาศทางการเมือง เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมาจะเห็นว่า โครงการอะไรก็ตามที่เพิ่งเริ่มต้น หรือเป็นโครงการใหม่ๆ จะต้องมีการติดตามการทำงานอย่างใกล้ชิด และต้องมีผู้ดูแลควบคุมอย่างชัดเจน หากมีปัญหาเกิดขึ้นต้องแก้ปัญหาได้ทันท่วงที เพื่อให้โครงการประสบความสำเร็จและเดินหน้าต่อไปได้
ส่วนของโครงการประกันรายได้นั้น หากได้รับเลือกตั้งกลับมาเป็นรัฐบาลใหม่ยังยืนยันที่จะเดินหน้าโครงการต่อไป ไม่ยกเลิกหรือกลับไปใช้ระบบการจำนำ เพราะการประกันรายได้มีประโยชน์มากกว่า ทำให้เงินถึงมือเกษตรกรโดยตรงและไม่เปิดช่องให้มีการโกง ขณะที่รัฐบาลเองก็ไม่สูญเสียงบประมาณมากเหมือนการรับจำนำ หรือการเก็บสต็อกสินค้าที่อาจทำให้เกิดการทุจริตได้
เอกชนเกี่ยงค่าเบี้ย140บาทไม่คุ้ม
นายนริศ ชัยสูตร ผู้อำนวยการสศค. ระบุว่า สศค.ทำงานร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) มาโดยตลอด เพื่อเร่งหาข้อสรุปเรื่องการคิดค่าเบี้ยประกันภัยและวิธีการคำนวณความเสี่ยง โดยได้ลงพื้นที่ดูการประเมินความเสียหายนาข้าวใน จ.สุพรรณบุรี และสิงห์บุรี ที่รัฐบาลจ่ายชดเชยให้เกษตรกรไร่ละ 606 บาท เพื่อนำมาเป็นข้อมูลสรุปค่าเบี้ยประกันภัยที่เอกชนจะเก็บเพิ่มเพื่อจ่ายค่าชดเชยให้แก่เกษตรกรอีกไร่ละ 1,400 บาทเพื่อให้ได้ไร่ละ 2,000 บาทตามนโยบายรมว.คลัง
“ไม่ว่าเบี้ยประกันจะออกมาเท่าไรในหลักการจะให้เกษตรกรรับจ่ายค่าเบี้ยประกันไร่ละไม่เกิน 100 บาท โดยส่วนที่เหลือจะเป็นรัฐบาล และธ.ก.ส.เป็นผู้จ่ายสมทบให้ โดยจะต้องสรุปค่าเบี้ยประกันเพื่อเสนอให้คณะกรรมการด้านเศรษฐกิจที่มีนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานภายในเดือนเมษายนนี้”
แม้ว่าสมาคมประกันภัยจะยอมรับในหลักการ แต่ยังติดปัญหาการกำหนดอัตราค่าเบี้ยประกันที่ภาคเอกชนมองว่ายังน้อยเกินไปและไม่คุ้มค่าความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะหากเกษตรกรไม่เข้าร่วมโครงการครบทั้ง 57 ล้านไร่ เพราะระบบดังกล่าวรัฐบาลไม่ได้บังคับให้เกษตรกรต้องเข้าโครงการทุกรายแต่อยู่ที่ความสมัครใจ
ทั้งนี้ เบื้องต้นได้มีการคำนวณเบี้ยประกันออกมาที่ 140 บาทต่อไร่ โดยดูจากความเสี่ยงภัยธรรมชาติที่จะเกิดขึ้นย้อนหลัง 10 ปี และล่าสุดมีการพูดถึงการแบ่งสัดส่วนเบี้ยประกันเป็น 3 ส่วน คือรัฐบาลรับภาระ 40 บาท ธ.ก.ส.ช่วยสมทบ 50 บาทและเกษตรกรรับภาระเอง 50 บาท ซึ่งเป็นวงเงินประมาณ 2,850 ล้านบาท จากวงเงินรวมที่ต้องใช้เฉพาะประกันภัยข้าว 57 ล้านไร่ เป็นเงิน 8,000 ล้านบาท
สุดท้ายแล้วหากเอกชนไม่สามารถเข้ามารับความเสี่ยงได้รัฐบาลยังมีทางออกโดยอาจจะตั้งเป็น "กองทุนร่วมบรรเทาความเสียหาย" เพื่อใช้กองทุนนี้รับภาระประกันภัย ซึ่งจะมีเม็ดเงินขนาดประมาณ 4.5 พันล้านบาท จึงน่าจะเพียงพอในการรองรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับกระดูกสันหลังของชาติในอนาคต
นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ รองผู้อำนวยการ สศค. หนึ่งในคณะทำงาน ระบุว่า เพื่อให้การเจรจากับสมาคมประกันสามารถยุติได้ รัฐบาลจึงเสนอเงื่อนไขไปว่าหากเกษตรกรเข้าร่วมทำประกันภัยไม่ครบทั้ง 57 ล้านไร่ ส่วนที่ไม่เข้าโครงการนั้น รัฐบาลจะจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยเองและเป็นผู้รับเงินชดเชยความเสียหายส่วนที่เพิ่มขึ้นมา 1,400 บาทแทนเกษตรกร ขณะที่เกษตรกรที่ไม่ยอมจ่ายค่าเบี้ยเพิ่มก็จะได้รับเงินชดเชยจากรัฐเพียง 606 บาทต่อไร่เท่าเดิม
“ประเด็นพื้นที่ทำประกันภัยน่าจะตกลงกันได้ ยังเหลือในส่วนของค่าเบี้ยประกันที่ 140 บาทนั้นอาจจะมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสมหากรัฐบาลต้องการให้โครงการเดินหน้าได้จริง เพราะต้องยอมรับว่าเป็นระบบที่จะนำมาใช้ในไทยเป็นครั้งแรก เอกชนจึงยังไม่มั่นใจว่าคุ้มค่าที่จะเข้ามาทำหรือไม่ และประเด็นที่ว่าใครจะรับภาระเท่าไหร่ก็น่าจะตกลงกันได้
แน่นอนว่ารัฐจะช่วยจ่ายค่าเบี้ยด้วยส่วนหนึ่ง และธ.ก.ส.พร้อมจะช่วยสนับสนุนลูกค้าของตัวเองอยู่แล้ว โดยอาจมีแรงจูงใจลดดอกเบี้ยให้หากใครเข้าระบบประกันหรือให้วงเงินกู้เพิ่มสำหรับจ่ายค่าเบี้ย ซึ่งถือเป็นประโยชน์ทั้งกับแบงก์ที่ไม่ต้องกลัวว่าหนี้จะสูญและดีต่อตัวเกษตรกรเองที่จะมีเงินก้อนหนึ่งเป็นหลักประกัน จึงมองว่าเงินที่จ่ายเพิ่มเพียงเล็กน้อยน่าจะคุ้มค่า”
สำหรับวิธีการประเมินความเสียหายเบื้องต้นจะมีอยู่ 2 แนวทาง 1.วิธีการประเมินความเสียหายใช้แบบปัจจุบัน คือ ให้ภาครัฐโดยท้องถิ่นลงไปตรวจสอบความเสียหาย หากพบว่าเสียหายหมดก็จ่ายหมดทันที ซึ่งแนวทางดังกล่าว บริษัทประกันภัยระบุว่าพอทำได้ โดยเป็นการร่วมกันจ่าย ระหว่างรัฐบาลกับบริษัทประกัน แต่จะทำให้เบี้ยประกันสูงหน่อย ซึ่งช่วงเริ่มต้นไทยน่าจะใช้วิธีการนี้ไปก่อน
2.ใช้วิธีการตรวจสอบความเสียหายเป็นรายพื้นที่ และชดใช้ตามความเสียหายจริงๆ ซึ่งปัจจุบันข้อมูลพื้นที่ประเทศไทยยังกว้างและเป็นข้อมูลระดับจังหวัด ไม่ได้ลงลึกระดับตำบล ถือว่ายังไม่ละเอียดพอจึงจะทำให้เกิดความลักลั่น และดำเนินการค่อนข้างยาก แต่เบี้ยประกันจะต่ำลง โดยเสียหายเท่าไหร่ เกษตรกรจะได้รับการชดเชยเท่านั้น แต่สูงสุดไม่เกิน 2,000 บาทต่อไร่ ซึ่งเป็นวิธีการที่หลายประเทศดำเนินการอยู่ ส่วนของไทยคงต้องรอให้มีข้อมูลทุกพื้นที่ทุกเขตก่อน อาจจะใช้เวลาประมาณ 2 ปี
ธ.ก.ส.พร้อมช่วยลูกค้า37ล้านไร่
นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการ ธ.ก.ส. ระบุว่า หากเกษตรกรเข้าร่วมโครงการจำนวนมาก เบี้ยประกันก็จะถูกลงจากขณะนี้ทั่วประเทศมีพื้นที่ปลูกข้าว 57 ล้านไร่ เป็นเกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. จำนวน 37 ล้านไร่ คิดเป็น 70% ซึ่ง ธ.ก.ส.จะผลักดันให้เข้าร่วมโครงการทั้งหมด เพราะเป็นลูกค้าที่อยู่ในโครงการประกันรายได้อยู่แล้ว ทำให้จัดการได้ง่ายขึ้น อีกทั้งลูกค้าเองจะได้รับการคุ้มครองความเสี่ยงและได้รับการจ่ายเงินชดเชยความเสียหายมากขึ้นด้วย และเชื่อว่าลูกค้าของธ.ก.ส.เองส่วนใหญ่พร้อมจะจ่ายค่าเบี้ยประกันอยู่แล้ว โดยในหลักการรัฐบาลต้องการให้เกษตรกรจ่ายเบี้ยประกันในอัตราเดียวกันทุกพื้นที่ เพราะจะสามารถเฉลี่ยความเสี่ยงทั่วประเทศ
อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ธ.ก.ส.ได้ทดลองการทำประกันภัยพืชผลให้แก่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ใน 20 จังหวัด โดยพิจารณาจากดัชนีน้ำฝนและดัชนีความแห้งแล้ง หากมีฝนตกต่ำกว่าที่กำหนด เกษตรกรก็ได้รับเงินชดเชยความเสียหายของผลผลิต ที่ผ่านมามีเกษตรกรเข้าโครงการ 30,194 ราย วงเงินประกัน 109 ล้านบาท 688 ไร่ คิดเบี้ยประกัน 93 บาทต่อไร่ จ่ายสินไหมทดแทนจริง 4.3 ล้านบาท ซึ่งโครงการนี้เกษตรกรให้ความสนใจมาก และจะขยายจำนวนจังหวัดต่อไปด้วย
ขณะที่การประกันภัยข้าวได้ทดลองทำที่ จ.ขอนแก่น 5 อำเภอ มีเกษตรกรเข้าร่วม 1,158 ราย 8,040 ไร่ คิดเบี้ยประกัน 93 บาทต่อไร่ วงเงินประกัน 16 ล้านบาท จ่ายสินไหมทดแทน 1.18 ล้านบาท ซึ่งทั้งสองโครงการได้รับการตอบรับจากพี่น้องเกษตรกรอย่างดี จึงเป็นจุดเริ่มต้นทำให้รัฐมีแนวคิดที่จะขยายเป็นการประกันภัยพืชผลระดับประเทศ ที่ขยายเพิ่มขึ้นจากเงินชดเชยภัยพิบัติ ทั้งภัยแล้ง และน้ำท่วม ที่จ่ายอยู่แล้ว 606 บาทต่อไร่ในปัจจุบัน



